ความหมายของคำว่า “วินัยทหาร” และ “แบบธรรมเนียมทหาร”
“วินัยทหาร” คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมทหาร (มาตรา ๔)
“แบบธรรมเนียมทหาร” ได้แก่ บรรดา กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง คำแนะนำ คำชี้แจงและสรรพหนังสือต่าง ๆ ที่ผู้บังคับบัญชาได้ออกหรือได้วางไว้เป็นหลักฐานให้ทหารปฏิบัติ ซึ่งรวมทั้งขนบธรรมเนียมและประเพณีอันดีของทหารทั้งที่เป็น และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ตัวอย่างของการกระทำผิดวินัยทหาร (มาตรา ๕)
วินัยทหารเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร เพราะฉะนั้นทหารทุกคนจักต้องรักษาวินัยโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนท่านให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิด
ตัวอย่างการกระทำผิดวินัยทหาร มีดังต่อไปนี้ (วินัย ๙ ข้อ)
วินัย 9 ข้อ
|
๑ |
ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน |
|
๒ |
ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย |
|
๓ |
ไม่รักษามารยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร |
|
๔ |
ก่อให้แตกความสามัคคีในหมู่ทหาร |
|
๕ |
เกียจคร้าน ละทิ้ง หรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ |
|
๖ |
กล่าวคำเท็จ |
|
๗ |
ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร |
|
๘ |
ไม่ตักเตือนสั่งสอน หรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดตามโทษานุโทษ |
|
๙ |
เสพเครื่องดองของเมาจนถึงเสียกิริยา |
- ผู้ที่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร
บทนิยามศัพท์ของคำว่าวินัยทหาร คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมทหาร โดยมิได้มีคำจำกัดความของคำว่าทหารนั้น หมายถึงทหารประเภทใดบ้างเนื่องจากทหารมีหลายประเภท โดยพิจารณาจาก พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งแบ่งทหารออกเป็น ๔ ประเภท คือ
ก.ทหารกองประจำการ (คือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการ จนกว่าจะปลด)
ข.ทหารประจำการ (คือทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งมิใช่ทหารกองประจำการ)
ค.ทหารกองเกิน (คือผู้ซึ่งมีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์ และยังไม่ถึง ๓๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือ ผู้ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกิน ตามมาตรา ๑๘ แล้ว)
ง.ทหารกองหนุน ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑) ทหารกองหนุนประเภทที่ ๑ (คือทหารที่ปลดกองประจำการโดยรับราชการในกองประจำการจนครบกำหนด หรือทหารกองเกิน ซึ่งสำเร็จวิชาทหารตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร และได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการ แล้วปลดเป็นกองหนุนตาม พ.ร.บ.รับ ราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗)
๒) ทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ (คือทหารที่ปลดออกจากกองเกิน ตามมาตรา ๓๙ หรือปลดจากกองประจำการ ตามมาตรา ๔๐)
เมื่อพิจารณาคุณสมบัติของทหารทั้ง ๔ ประเภท จะเห็นได้ว่าทหารที่ต้องอยู่ในบังคับ แห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารตลอดเวลาที่รับราชการก็คือทหารกองประจำการ และทหารประจำการ ส่วนทหารกองเกินและทหารกองหนุนนั้น เป็นทหารที่มิได้รับราชการทหาร และมิได้อยู่ประจำหน่วยทหาร จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร ยกเว้นในกรณีที่ทหารกองเกิน และทหารกองหนุนถูกเรียกเข้ารับราชการตาม มาตรา ๓๖ กล่าวคือเมื่อถูกเรียกพลเพื่อตรวจสอบเพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม และในการระดมพล ต้องตกอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ ดังนั้นในช่วงเวลาที่ถูกเรียกเข้ารับราชการกรณีดังกล่าวทั้งทหารกองเกิน และทหารกองหนุน ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารเช่นเดียวกับทหารกองประจำการในฐานะเป็นผู้รับทัณฑ์
สำหรับบุคคลที่มิใช่ทหาร แต่ต้องตกอยู่ในบังคับแห่งวินัยทหาร เพราะมีบทบัญญัติไว้ในตารางเทียบชั้นผู้ลงทัณฑ์และผู้รับทัณฑ์ในท้ายมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.วินัยทหาร ฯ ในฐานะเป็นผู้รับทัณฑ์ ได้แก่
๑.นักเรียนทหารซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร (นักเรียนนายร้อย, นักเรียนนายเรือ, นักเรียนนายเรืออากาศ)
๒.บุคคลผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างเข้ารับการฝึกวิชาทหารโดยคำสั่ง รมว.กห. ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร (พ.ร.บ.ส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ.๒๕๐๓ มาตรา ๑๐ บัญญัติว่า นิสิต หรือนักศึกษาที่เข้ารับการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรที่กลาโหมกำหนด ในระหว่างที่เข้ารับการฝึกวิชาทหาร ให้ถือว่าเป็นทหารกองประจำการ)
๓.นักเรียนทหารซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้เป็นนายทหารประทวน (นักเรียน นายสิบ, นักเรียนจ่า, นักเรียนจ่าอากาศ)
ผู้บังคับบัญชา และผู้ใหญ่เหนือตน
ก. ความหมายของคำว่า“ผู้บังคับบัญชา”
“ผู้บังคับบัญชา” หมายความว่า ผู้ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ปกครองดูแลทุกข์สุขของทหาร ทั้งรับผิดชอบในความประพฤติ การฝึกสอน, อบรม, การลงทัณฑ์ ตลอดจนสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และให้ความดีความชอบแก่ทหารได้
ผู้บังคับบัญชาแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
|
๑) |
ผู้บังคับบัญชาโดยตรง |
มีอยู่คนเดียวคือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด สำหรับดูแลสุขทุกข์ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพลทหารในหมู่หนึ่ง ๆ ก็ คือ ผบ.หมู่นั้น ๆ ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ ผบ.หมู่ คือ ผบ.หมวด และผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ ผบ.หมวด คือ ผบ.ร้อย เป็นต้น |
|
๒) |
ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น |
หมายถึงผู้บังคับบัญชาตั้งแต่อันดับสูงถัดขึ้นไปจากผู้บังคับบัญชาโดยตรงเช่น ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นของพลทหารในหมู่หนึ่ง ๆ ได้แก่ ผบ.หมวด, ผบ.ร้อย, ผบ.พัน, ผบ.กรม, ผบ.พล, แม่ทัพ, ผบ.ทบ. และ รมว.กห. ซึ่งเป็นการเรียงลำดับจากต่ำไปหาสูง ตามตำแหน่งที่ปรากฏในตารางกำหนดชั้นผู้ลงทัณฑ์และผู้รับทัณฑ์ท้ายมาตรา ๑๐ ส่วน หน่วยทหารที่มีการจัดหน่วย และเรียกตำแหน่งไม่ตรงตามตำแหน่งดังกล่าว ให้พิจารณาจากอัตราการจัดของหน่วย และสายการบังคับบัญชาของหน่วยนั้น ๆ เป็นหลักในการจัดลำดับชั้นของผู้บังคับบัญชา |
ข. ความหมายของคำว่า “ผู้ใหญ่เหนือตน”
“ผู้ใหญ่เหนือตน” หมายความว่า ผู้ที่มียศสูงกว่า หรือมีตำแหน่งสูงกว่าแต่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา เพียงแต่มีสิทธิในการว่ากล่าวตักเตือนผู้น้อยในทางที่ชอบ ผู้ใหญ่เหนือตนได้แก่ ผู้ที่อยู่ในสังกัดเดียวกัน แต่มิใช่ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ที่อยู่ในสังกัดเดียวกัน แต่ต่างสายการบังคับบัญชา หรือผู้ที่อยู่ต่างสังกัด ต่างเหล่าทัพเป็นต้น
ข้อสังเกต
สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วยของหัวหน้าส่วนราชการ หรือหน่วยใด ๆ นั้น มักมีผู้เข้าใจไขว้เขวอยู่เสมอว่า ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงบ้าง เป็นผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นบ้าง ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วย มีหน้าที่ช่วยเหลือการบริหารงานของหัวหน้าส่วนราชการ หรือ ผบ.หน่วย นั้น ๆ เท่านั้น
ทัณฑ์ทางวินัย มี ๕ สถาน (มาตรา ๘)
ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยทหาร ให้มีกำหนดเป็น ๕ สถาน โดยเรียงจากเบาไปหาหนัก คือ
ก. ภาคทัณฑ์
ข. ทัณฑกรรม ค. กัก
ง. ขัง
จ. จำขัง
|
ภาคทัณฑ์ |
คือผู้กระทำผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่งสถานใดดังกล่าวมาแล้ว แต่มีเหตุอันควรปรานี จึงเป็นแค่แสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏ หรือให้ทำทัณฑ์บนไว้ (สำหรับ “เหตุอันควรปรานี” ควรใช้เหตุที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ เป็นแนวทางประกอบดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา) |
|
ทัณฑกรรม |
คือการให้กระทำการสุขา, การโยธา ฯลฯ เพิ่มจากหน้าที่ประจำ ซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยามนอกจากหน้าที่ประจำ โดยมีหลักเกณฑ์ในคำอธิบายท้ายตารางกำหนดทัณฑ์ว่า ทัณฑกรรมที่กำหนดไว้เป็นวัน ๆ หมายความว่า ทำทัณฑกรรมทุก ๆ วัน จนกว่าจะครบกำหนดในวันหนึ่งนั้น ผู้ที่จะสั่งลงทัณฑ์จะกำหนดทัณฑกรรมได้ไม่เกินกว่าวันละ ๖ ชั่วโมง แต่ถ้าให้อยู่เวรยาม ในวันหนึ่งไม่เกินกำหนดเวลาอยู่เวรยามตามปกติ ผู้ใดจะสั่งลงทัณฑกรรมให้กำหนดให้ชัดเจนว่า ทัณฑกรรมกี่วัน และวันละเท่าใด สำหรับผู้กระทำผิดวินัย และเป็นผู้รับทัณฑ์ สถานนี้ได้คือ ผู้รับทัณฑ์ชั้น ซ, ฌ ได้แก่ นักเรียนทหาร และพลทหาร) |
|
กัก |
คือกักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามแต่จะกำหนดให้ |
|
ขัง |
คือขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคนแล้วแต่จะได้มีคำสั่ง |
|
จำขัง |
คือขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร |
- ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ทางวินัย (มาตรา ๑๐)
ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์แก่ผู้กระทำผิดทางวินัยมี ๒ ประเภท คือ
ก. ผู้บังคับบัญชา (โดยตรงและตามลำดับชั้น) หรือ
ข. ผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้บังคับบัญชาตามที่ กห. ส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อ กห., ทบ., ทร., หรือ ทอ. กำหนด
หลักสำคัญก็คือ ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ได้นั้น จะต้องเป็นผู้มีอำนาจบังคับบัญชาเสียก่อนเป็นเบื้องแรก ในกรณีที่ผู้สั่งลงทัณฑ์คือผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น มักไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะเป็นการสั่งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับบัญชา
ส่วนผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจบังคับบัญชานั้น โดยปกติจะมิใช่ผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการมอบอำนาจแก่ผู้ซึ่งมิใช่ผู้บังคับบัญชา ให้มีอำนาจเสมือนเป็นผู้บังคับบัญชาและมีอำนาจลงทัณฑ์ได้นั้น จะต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น เพราะหากการมอบอำนาจไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียแล้วก็เท่ากับมิได้มีการมอบอำนาจการกระทำการใด ๆ หรือการสั่งการย่อมเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจ และไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย สำหรับการมอบอำนาจที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนดแยกพิจารณาได้ดังนี้
ก. การมอบอำนาจตามที่ กห.กำหนด ได้แก่
|
๑) |
ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการสั่งการและประชาสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๗ (ผนวก ก.) เป็นข้อบังคับที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจ ๓ กรณีคือ กรณีตำแหน่งว่างลงโดยยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดดำรงตำแหน่งให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการชั่วคราว, กรณีผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นครั้งคราว ให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนชั่วคราวและกรณีตำแหน่งว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นครั้งคราว แล้วยังมิได้แต่งตั่งข้าราชการผู้ใดรักษาราชการ หรือรักษาราชการแทนให้ รอง, ผู้ช่วย หรือ เสนาธิการ ทำการแทนเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งที่ตนรักษาราชการ รักษาราชการแทน หรือทำการแทนนั้น ๆ ซึ่งหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามข้อบังคับ กห. ฉบับนี้เป็นหลักเกณฑ์โดยทั่ว ๆ ไป สำหรับทุกหน่วยงานใน กห.ที่ต้องยึดถือปฏิบัติ |
|
๒) |
ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการศึกษาในต่างประเทศ พ.ศ.๒๕๒๗ เป็นข้อบังคับซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ในการปกครองบังคับบัญชาระหว่างศึกษาในต่างประเทศ กล่าวคือข้าราชการทหารที่ไปศึกษาในต่างประเทศ ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ซึ่งต้องอยู่ในระเบียบวินัย และปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมทหารทุกประการ และให้อยู่ในความปกครองบังคับบัญชาของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำประเทศนั้น หรือผู้ที่ กห.มอบอำนาจให้ปกครองบังคับบัญชาตั้งแต่วันรายงานตัว เมื่อเดินทางไปถึงจนกระทั่งเดินทางกลับ |
|
๓) |
ระเบียบ กห.ว่าด้วยโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๒๗ ซึ่งมีหลักเกณฑ์คือ โรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ (รร.ธน.) มีผู้บัญชาการโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ (ผบ.รร.ธน.) เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ โดยเจ้ากรมพระธรรมนูญ (จก.ธน.) เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญโดยตำแหน่ง สำหรับผู้ที่เข้าศึกษาอบรมใน รร.ธน. ในระหว่างการศึกษาอบรม ผู้เข้าศึกษาอบรมคงอยู่ในสังกัดเดิม แต่ให้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของ ผบ.รร.ธน. |
ข. การมอบอำนาจตามที่กองทัพบกกำหนด คือการมอบอำนาจตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการมอบอำนาจบังคับบัญชา พ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจโดยสรุปดังนี้
|
๑) |
การมอบอำนาจบังคับบัญชา กระทำได้ ๓ วิธี คือ กระทำด้วยหนังสือ กระทำด้วยวาจา หรือกระทำด้วยเครื่องมือสื่อสาร |
|
|
๒) |
กรณีที่มอบอำนาจบังคับบัญชา มีดังนี้ |
|
|
ก) |
ไปปฏิบัติราชการ |
|
|
ข) |
ไปร่วมปฏิบัติราชการ |
|
|
ค) |
ไปช่วยราชการ |
|
|
ง) |
ไปศึกษาในประเทศ หรือต่างประเทศ |
|
|
จ) |
ไปฝึกอบรมในสถานฝึกอบรมของทหาร |
|
|
ฉ) |
ไปป่วยในโรงพยาบาลทหาร |
|
|
ช) |
ไปพักในสถานพักฟื้นของทหาร |
|
|
ซ) |
กรณีอื่น ๆ |
|
|
๓) |
การมอบอำนาจบังคับบัญชาบุคคล หรือส่วนราชการใดที่สังกัด ทบ. ให้แก่ บุคคล หรือส่วนราชการนอก ทบ. จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป |
|
|
๔) |
ผู้รับมอบอำนาจบังคับบัญชา มีอำนาจสั่งการตามข้อบังคับ กห. ว่าด้วยการ สั่งการและประชาสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๗ |
|
|
๕) |
การมอบอำนาจบังคับบัญชา ให้ผู้มอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจ มีอำนาจสั่งการเกี่ยวกับความชอบ การลงทัณฑ์ การลา หรือเรื่องอื่น ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร |
|
|
๖) |
การมอบอำนาจบังคับบัญชา ให้กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดแห่งการมอบอำนาจไว้ด้วย |
|
ค. การมอบอำนาจตามที่กองทัพเรือกำหนด คือการมอบอำนาจตามคำสั่ง ทร. ที่ ๓๑๑/๒๕๑๓ เรื่อง มอบอำนาจบังคับบัญชา ลง ๒๙ ต.ค.๑๓ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบ อำนาจโดยสรุปดังนี้
|
๑) |
บุคคลที่ผู้บังคับบัญชาที่เป็น หน.ส่วนราชการขึ้นตรง ทร.ขึ้นไป สั่งให้ไปช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรมในส่วนราชการอื่นใน ทร. ให้ผู้นั้นอยู่ในบังคับบัญชาของ ผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่ตนไปช่วยปฏิบัติราชการ, รับการฝึก หรือศึกษาตลอดระยะเวลาที่ไปช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรม |
|
๒) |
สำหรับบุคคลที่ถูกสั่งให้ไปช่วยปฏิบัติราชการต่างส่วนราชการขึ้นตรง ทร. หากมีความจำเป็นทางราชการ หน.ส่วนราชการขึ้นตรง ทร. ที่ผู้นั้นไปช่วยปฏิบัติราชการ จะสั่งให้ผู้นั้นไปขึ้นอำนาจบังคับัญชาของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งชั้นรองของตน ซึ่งมียศอาวุโสสูงกว่าผู้ที่ไปช่วยปฏิบัติราชการนั้นก็ได้ |
|
๓) |
อำนาจการบังคับบัญชา ตาม ก. และ ข. หมายถึงอำนาจสั่งการในเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ราชการที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยปฏิบัติราชการ รับการฝึก หรือศึกษาอบรมตลอดจนอำนาจในการลงทัณฑ์ การอนุญาตลากิจ และลาป่วย |
ง. การมอบอำนาจตามที่กองทัพอากาศกำหนด คือ การมอบอำนาจตามระเบียบ ทอ. ว่าด้วยการปกครองบังคับบัญชา พ.ศ.๒๕๒๖ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจโดยสรุปดังนี้
|
๑) |
“การปกครองบังคับบัญชา” หมายถึง การที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจในการปกครองดูแลหน่วยทหาร และหรือกำลังพลที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนภายในขอบเขตของกฎหมาย และแบบธรรมเนียมที่กำหนดไว้ รวมทั้งอำนาจในการสั่งลงโทษ หรือลงทัณฑ์ทางวินัยด้วย |
|
๒) |
หน่วยแยกหรือหน่วยสมทบที่ไปอยู่ในเขตพื้นที่ของหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยกที่ตั้ง ณ ต่างจังหวัด ให้อยู่ในการบังคับบัญชาของหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยกที่เป็นเจ้าของเขตพื้นที่นั้น |
|
๓) |
กำลังพลที่ไปปฏิบัติราชการหรือช่วยราชการในหน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยก ให้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของหน่วยนั้น |
|
๔) |
กำลังพลที่เข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาของ ทอ. ให้อยู่ในการปกครองบังคับบัญชาของสถานศึกษานั้น |
|
๕) |
หน่วยขึ้นตรง ทอ. หรือหน่วยแยก หรือสถานศึกษาที่มีอำนาจปกครองบังคับบัญชา หากสั่งการในด้านการปกครองเกี่ยวกับการลงโทษ หรือลงทัณฑ์ทางวินัยแก่กำลังพลที่ไปปฏิบัติราชการ หรือช่วยราชการ หรือเข้ารับการศึกษา ต้องแจ้งให้ต้นสังกัดผู้ต้องรับโทษ หรือรับทัณฑ์นั้นทราบเป็นลายลักษณ์อักษร |
ข้อสังเกต
แม้ว่าแต่ละหน่วยจะมีหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจแตกต่างกันไปบ้าง ก็เป็นเพียงการแตกต่างในรายละเอียด เท่านั้นส่วนในหลักการ และความมุ่งหมายคงเป็นไปในแนวเดียวกัน คือเพื่อให้การมอบอำนาจบังคับบัญชาเป็นไป ตามที่กฎหมายบัญญัติ และเพื่อให้ผู้ได้รับมอบอำนาจสามารถใช้อำนาจบังคับบัญชาได้เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชานั่นเอง

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

หน้าแรก