http://buranon.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com
 

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ13/04/2010
อัพเดท01/04/2014
ผู้เข้าชม67,786
เปิดเพจ119,557

ธรรมเนียมทหาร

หน่วยทหารช่าง

ข้อสอบวัตถุระเบิด

ทางหลวงหมายเลข 410และ4066

ข้อสอบทหารช่าง

ศาสนาในประเทศไทย

Alternative content

iGetWeb.com

ศาสนาในประเทศโลก

พระพุทธศาสนา

ประวัติพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา   หรือ  ศาสนาพุทธ   เป็นศาสนาที่มุ่งการพ้นทุกข์หรือพ้นจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พ้นจาก  โลภ  โกรธ  หลง  และอวิชชา   (การไม่รู้ความจริงของธรรมชาติ)  เน้นการปฏิบัติด้วยปัญญา การทำความเข้าใจ  และพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง  จนมองเห็นเหตุและผล และความเป็นไปตามธรรมชาติที่หมุนเวียนเป็นวัฏจักร จนสามารถนำตัวเองออกจากวัฏจักรที่ทำให้เกิดทุกข์ หรือวัฏสงสาร

สรณะอันประเสริฐของพระพุทธศาสนาเรียกว่า   พระรัตนตรัย   ได้แก่   พระพุทธ   พระธรรม   และ พระสงฆ์  โดย "พระพุทธเจ้า"  ทรงตรัสรู้ "พระธรรม"    แล้วทรงสอนให้พระภิกษุได้รู้ธรรมจนหลุดพ้นตามในที่สุด ทรงจัดตั้งชุมชนของพระภิกษุให้อยู่ร่วมกันเพื่อศึกษาและฝึกฝนตนเองให้หลุดพ้น เรียกว่า "พระสงฆ์" (สงฆ์แปลว่าหมู่,ชุมนุม) แล้วทรงมอบหมายให้พระสงฆ์ทั้งหลายเผยแผ่พระธรรมเพื่อประโยชน์สุขของชาวโลก

หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาในยุคก่อนจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรจะเรียกว่า "พระธรรมวินัย" ประกอบด้วย "พระธรรม" คือความรู้ในสัจธรรมต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วและได้นำมาแสดงแก่ชาวโลก กับ "พระวินัย" คือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ทรงบัญญัติไว้สำหรับผู้ที่ออกบวช เพื่อให้ผู้บวชสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีกฏเกณฑ์เป็นคณะสงฆ์ อันเป็นชุมชนตัวอย่างที่ดำเนินชีวิตเพื่อความพ้นทุกข์ โดยมีหมวดอภิธรรมไว้อธิบายคำจำกัดความของศัพท์ในหมวดพระธรรม และมีหมวดอภิวินัยไว้อธิบายคำจำกัดความคำศัพท์ในส่วนพระวินัย ในภายหลังเมื่อเริ่มมีการบันทึกคำสอนทั้งหลายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่าคัมภีร์พระธรรม และคัมภีร์พระวินัย พระเถระผู้ทรงคุณในยุคสมัยนั้นได้เรียบเรียงคำอธิบายในหมวดอภิธรรมเพิ่มเติมอย่างละเอียด จนสามารถบันทึกเป็นคัมภีร์ "พระอภิธรรม" ต่างหาก เมื่อรวมเรียกทั้งสามคัมภีร์แล้ว บันทึกหลักธรรมคำสอนทั้งหมดในศาสนาพุทธจึงเรียกว่า พระไตรปิฏก

พระพุทธเจ้าได้ทรงเริ่มออกเผยแผ่คำสอนในภูมิภาคที่เป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ใน ทวีปเอเชีย ทั้งในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมีผู้นับถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทย

ผู้นับถือศาสนาพุทธที่ได้บวชเพื่อศึกษาและฝึกฝนตามคำสอนเพื่อความหลุดพ้นจะเรียกว่า พระภิกษุสงฆ์ (ชาย) และ พระภิกษุณีสงฆ์ (หญิง) ส่วนผู้นับถือที่ไม่ได้บวชจะเรียกว่าฆราวาส หรือ อุบาสก (ชาย) / อุบาสิกา (หญิง) โดยเมื่อรวมบุคคลสี่ประเภทคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จะเรียกว่า พุทธบริษัท 4 อันหมายถึง พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้ หลักการสำคัญของพุทธศาสนา พุทธศาสนา สอน "สัจธรรม" คือความจริงแท้ของชีวิตและกฎธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการหลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์ทั้งปวง  หัวใจของพุทธศาสนา (โอวาทปาติโมกข์) คือ " การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี การทำจิตให้ผ่องใส" พุทธศาสนา กล่าวว่าสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ต่างมีเหตุให้เกิด เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นผลก็เกิดขึ้นตาม เมื่อเหตุนั้นไม่มีอีกแล้วผลก็ดับไป อริยสัจ 4 สอนให้เข้าใจถึงหลักความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข์ (มีความยากลำบาก หรือ มองตัวปัญหา) สมุทัย (ความทุกข์นั้นมีสาเหตุให้เกิด หรือ มองสาเหตุของปัญหา) นิโรธ (ความหมดสิ้นแห่งทุกข์ หรือ มองจุดมุ่งหมายในการแก้ปัญหา) มรรค (วิถีทางอันประเสริฐที่จะนำให้ถึงความดับทุกข์ หรือ ลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ๆสติปัฏฐาน 4 เป็นวิธีฝึกฝนกายและจิตเพื่อให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ โดยเฉพาะเจาะจงแล้วหมายถึงมรรคองค์ที่ 7 คือสัมมาสติ แต่โดยกว้างแล้วหมายถึงหลักการฝึกฝนโดยรวมทั้งหมดเพื่อให้เกิดนิโรธ

ไตรลักษณ์ เป็นลักษณะสากลที่มีในทุกสิ่งดังนี้คือ อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้ มีอันต้องแปรปรวนไป) ทุกขัง (ความทนอยู่อย่างเดิมไม่ได้) อนัตตา (ความไม่มีแก่นสารอะไรให้ถือเอาเป็นตัวตนของใครๆ ได้อย่างแท้จริง)  กฎแห่งกรรม กรรม คือการกระทำทุกอย่างทั้งทางกาย วาจา และใจ ที่มีเจตนาสั่งการโดยจิตของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าเป็นการกระทำที่ดี (บุญ/กุศล) หรือไม่ดี (บาป/อกุศล) หรือกลางๆ อันทำให้มีผลของการกระทำตามมา โดยผลของการกระทำจะไม่สูญหายไปไหน แต่รอเวลาที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับการกระทำนั้นๆ สะท้อนกลับมาหาผู้กระทำเสมอ โดยไม่สามารถนำบุญกับบาปมาหักล้างกันได้โดยตรง กฎแห่งกรรมนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดความเป็นไปของแต่ละจิตวิญญาณในสังสารวัฏ นิพพาน คือสภาพที่พ้นออกไปเหนือโลก ออกไปจากสังสารวัฏ เป็นอิสระจากพันธนาการทุกอย่าง เป็นความสุขอันแท้จริง เป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่พระพุทธศาสนาสอนให้บรรลุถึง

 พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ เมตตา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา (ความยินดีที่ผู้อื่นมีความสุขในทางที่เป็นกุศล) อุเบกขา (การวางจิตเป็นกลาง การมีเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าตนไม่สามารถช่วยเหลือผู้นั้นได้ จิตตนจะเป็นทุกข์ ดังนั้น ตนจึงควรวางอุเบกขาทำวางใจให้เป็นกลาง และพิจารณาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที่ได้เคยกระทำไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม กรรมนั้นย่อมส่งผลอย่างยุติธรรมตามที่เขาผู้นั้นได้เคยกระทำไว้อย่างแน่นอน)  สังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิดของจิตวิญญาณทั้งหลายนับชาติไม่ถ้วน ผ่านไประหว่าง ภพภูมิ คือมิติต่างๆ ตั้งแต่เลวร้ายที่สุดไปจนถึงสุขสบายที่สุด ที่รองรับการเกิดของสิ่งมีชีวิต การเวียนว่ายของจิตวิญญาณมีเหตุมาจาก "อวิชชา" คือความที่จิตไม่รู้ถึงความเป็นจริง ไปหลงยึดเอาว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตน ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งหลาย ทางออกไปจากสังสารวัฏมีทางเดียว คือการดำเนินตามเส้นทางอริยมรรค สรุปหลักการปฏิบัติตามทางของพุทธศาสนาเป็นหลักใหญ่ จะมีอยู่ 3 ประการคือละเว้นอกุศล (ความไม่ฉลาด) ทางกาย วาจา จิตใจ หมั่นสร้างกุศล (ความฉลาด) ทางกาย วาจา จิตใจ ฝึกจิตให้หลุดพ้น (จากความไม่รู้สัจจธรรม ที่พันธนาการจิตไว้) อีกนัยหนึ่งเมื่อจำแนกตามลำดับขั้นตอนคืศีล (ฝึกกายและจิตให้ละเว้นจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น) สมาธิ (ฝึกความตั้งมั่นของจิต จนเกิตสติรับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง) ปัญญา (ให้จิตพิจารณาความเป็นจริง จนกระทั่งทำลายอวิชชาความไม่รู้ ได้ในที่สุด)

ลักษณะเด่นของพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนานับเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นเพื่อปรับปรุง และแก้ไขสังคมอินเดียในยุคนั้นให้ดีขึ้นจากสภาพการณ์หลายอย่าง เช่น จากการกดขี่ทางชนชั้นวรรณะของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู การเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจน การถือชั้นวรรณะอย่างเข้มงวด การใช้สัตว์เป็นจำนวนมากเพื่อบวงสรวงบูชายัญ ตลอดจนการกดขี่สตรี พุทธศาสนาจึงเสมือนน้ำทิพย์ชโลมสังคมอินเดียโบราณให้ขาวสะอาดมากกว่าเดิม คำสอนของพุทธศาสนาทำให้สังคมโดยทั่วไปสงบร่มเย็น

ศาสนาแห่งความรู้และความจริง

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรู้ เพราะเป็นศาสนาแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธองค์เอง จากปัญญาของพระองค์ และธรรมที่พระองค์ตรัสรู้คือ อริยสัจ 4 ก็เป็นความจริงอย่างแท้จริง ทรงตรัสรู้โดยไม่มีใครสั่งสอน นักปราชญ์ทั้งหลายทั้งในอดีต และปัจจุบันจึงกล่าวยกย่องว่าเป็นศาสนาที่ประกาศความเป็นอิสระของมนุษย์ให้ปรากฏแก่โลกยิ่งกว่าศาสนาใดๆที่มีมา

ศาสนาแห่งอิสระเสรีภาพ

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่ผูกติดกับพระผู้ดลบันดาล หรือพระเจ้า ไม่ได้ผูกมัดตนเองไว้กับพระเจ้า ไม่พึ่งพาอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า เชื่อในความสามารถของมนุษย์ว่ามีศักยภาพเพียงพอ โดยไม่ต้องพึ่งอำนาจใดๆภายนอก เชื่อว่ามนุษย์เองสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้โดยไม่รอการดลบันดาล พุทธศาสนาไม่มีการบังคับให้คนศรัทธา หรือเชื่อ แต่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง แต่หากจะเปรียบเทียบกับศาสนาอื่นที่มีพระเจ้า ชาวพุทธทุกคนคือพระเจ้าของตัวเอง เนื่องจากตัวเองเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ว่าจะมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตหรือมีความตกต่ำในชีวิต จากการประพฤติปฏิบัติของตัวเอง ซึ่งต่างกับศาสนาที่มีพระเจ้า ที่ชะตาชีวิตทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้ากำหนดมาแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าจะเจอเรื่องดีหรือร้ายก็ต้องทนรับชะตากรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศาสนาอเทวนิยม

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้าดลบันดาลทุกสิ่ง ผู้สร้างทุกสิ่ง แม้กระทั่งโลก เพราะเหตุว่าพระพุทธศาสนาไม่เชื่อในอำนาจการดลบันดาลของพระเจ้า จึงเรียกว่าศาสนาอเทวนิยม คือ ศาสนาที่ไม่เชื่อในพระเจ้า

ศาสนาแห่งสันติภาพ

ในกระบวนการนักคิดของโลกศาสนา พุทธศาสนาได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่า เป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง เพราะไม่ปรากฏว่ามีสงครามศาสนาเกิดขึ้นในนามของศาสนา หรือเผยแผ่ศาสนาโดยการบังคับผู้อื่นให้มานับถือ ให้เสรีภาพในการพิจารณาให้มีปัญญากำกับศรัทธา ในขณะที่หลายศาสนาแสดงว่าศาสนิกชนต้องมีศรัทธามาก่อนปัญญาเสมอ และต้องมีความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด ผู้นับถือจะวิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าไม่ได้

พระพุทธรูปในถ้ำซ็อกคูรัม ประเทศเกาหลีใต้

ศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ได้ 2 นิกายคือ เถรวาท หรือ หินยาน และ มหายาน นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งที่แตกต่างออกไปและไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยคือ การแบ่งเป็น 3 นิกายคือ

เถรวาท (Theravāda) หรือ หินยาน (Hinayāna-ยานเล็ก) หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งคำสั่งสอน และ หลักปฏิบัติ จะเป็นไปตามพระไตรปิฎก (Tipitaka) แพร่หลายอยุ่ในประเทศไทย ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา และ บางส่วนของประเทศเวียดนามส่วนมากเป็นชาวเขมร บังกลาเทศ และ มาเลเซียส่วนมากเป็นชาวสยาม อาจาริยวาท (Ācāriyavāda) หรือ มหายาน (Mahāyāna-ยานใหญ่) แพร่หลายใน จีน ญี่ปุ่น มองโกเลีย ภูฏาน ไต้หวัน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้และ สิงคโปร์ และบางส่วนของ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซียส่วนมากเป็นชาวจีน เนปาล บรูไนส่วนมากเป็นชาวจีน ฟิลิปปินส์ส่วนมากเป็นชาวจีน อุซเบกิสถาน และ ทาจิกิสถาน วัชรยาน (Vajrayāna) หรือ มหายานพิเศษ ปัจจุบันมีใน อินเดียบริเวณลาดักในรัฐชัมมูและกัษมีร์ และในรัฐสิกขิม ประเทศเนปาล ภูฏาน ปากีสถาน มองโกเลีย และ เขตปกครองตนเองทิเบต

สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา

วัด ซึ่งเป็นสถานที่อยู่อาศัย หรือ ที่จำพรรษา ของ พระภิกษุ สามเณร เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมประจำวันของพระภิกษุสงฆ์ เช่น การทำวัตรเช้า การทำวัตรเย็น อีกทั้ง ยังใช้ประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน อีกด้วย

คริสต์ศาสนา

คริสต์ศาสนา (Christianity) เป็นศาสนาที่นับถือศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือพระยาเวห์(นิกายโรมันคาทอลิค,นิกายออโธดอกซ์) หรือ พระยโฮวาห์(นิกายโปรเตสแตนต์) มีพระเยซูคริสต์เป็นศาสดา คริสตศาสนาเชื่อในพระเจ้าเดียวซึ่งดำรงในสามพระบุคคล ในพระลักษณะ"ตรีเอกภาพ" หรือ "ตรีเอกานุภาพ" (Trinity) คือ พระบิดา, พระบุตร และพระจิต(พระวิญญาณบริสุทธิ์) มีพระคัมภีร์คือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือ คัมภีร์ไบเบิล (The Bible) ศาสนาคริสต์มีผู้นับถือประมาณ 2,100 ล้านคน ถือว่าเป็นศาสนาที่มีจำนวนผู้นับถือมากที่สุดในโลก

ศาสนาคริสต์มีรากฐานมาจากศาสนายูดาย (หรือศาสนายิว) โดยมีเนื้อหาและความเชื่อบางส่วนเหมือนกัน โดยเฉพาะคัมภีร์ไบเบิลฮิบรู ที่คริสตศาสนิกชนรู้จักในชื่อ พันธสัญญาเดิม (The Old Testament)โดยในพระคริสตธรรมคัมภีร์ 5 เล่มแรกจากทั้งหมด 46 เล่มในภาคพันธสัญญาเดิม ที่เรียกว่า เบญจบรรณ/ปัญจบรรพ (Pentateuch) ได้รับการนับถือเป็นพระคัมภีร์ของศาสนายูดาย และศาสนาอิสลาม ด้วยเช่นกัน โดยในพระธรรมหลายตอนได้พยากรณ์ถึงพระเมสสิยาห์ (Messiah)ที่ชาวคริสต์เชื่อว่า คือ พระเยซู เช่น หนังสือประกาศ อิสยาห์ บทที่ 53 เป็นต้น

คริสตชนนั้นมีความเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ทางหญิงพรมจารีโดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อไถ่มนุษย์ให้พ้นจากความบาปโดยการสิ้นพระชนม์ที่กางเขน และทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายในสามวันหลังจากนั้น และเสด็จสู่สวรรค์ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา ผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระองค์จะได้รับการอภัยโทษบาป และจะเข้าสูการพิพากษาในวันสุดท้ายเหมือนทุกคน แต่จะรอดพ้นจากการถูกพิพากษาให้ตกนรกแต่จะเป็นการพิพากษาเพื่อรับบำเหน็จรางวัลแทนในวันสิ้นโลก(Amagadon) และได้เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินสวรรค์

นิกายของคริสต์ศาสนา

ศาสนาคริสต์เองได้แบ่งเป็นนิกายต่างๆ ซึ่งแปรไปตามพื้นที่และวัฒนธรรม นิกายที่สำคัญมี 3 นิกายคือ

                   1. นิกายโรมันคาทอลิก เป็นนิกายที่ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์เชื่อในบรรดานักบุญต่างๆ ภายในวัดของนิกายนี้จะมีรูปปั้นพระเยซูคริสต์ พระแม่มารีย์ และนักบุญต่างๆ มีศูนย์กลางอยู่ที่กุรงโรม มีพระสันตะปาปาเป็นประมุข โดยสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอัครสาวกกลุ่มแรก โดยถือว่า นักบุญเปโตร หรือ นักบุญปีเตอร์ คือพระสันตะปาปาพระองค์แรก และสืบทอดมาถึงพระสันตะปาปาเบนนิดิกที่ 16 องค์ ปัจจุบันเป็นองค์ที่265 คาทอลิกนั้นจะมีนักบวช ที่เรียกว่า บาทหลวง หรือซิสเตอร์ ชาวไทยจะเรียกผู้นับถือนิกายนี้ว่า "คริสตัง"ตามเสียงอ่านภาษาโปรตุเกสผู้เผยแพร่ยุคแรกๆ

                   2. นิกายออร์โธด็อกซ์ นับถือในประเทศทางฝั่งยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย โดยแยกตัวออกไปจากพระศาสนจักรเพราะเหตุผลบางอย่างของผู้ปกครองในสมัยนั้น โดยที่มิได้เปลี่ยนแปลงข้อความเชื่อ ข้อความเชื่อของนิกายออโธดอกซ์เหมือนกับข้อความเชื่อของนิกายโรมันคาทอลิก มีพระอัยกา เป็นประมุข นิกายออโธดอกซ์ยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระศาสนจักรตะวันออก มีผู้นับถือรวมกันประมาณ 180 ล้านคน

                  3. นิกายโปรเตสแทนท์ แยกตัวมาจากนิกายโรมันคาทอลิคในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นนิกายที่ถือว่าศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อพระเจ้าสำคัญกว่าพิธีกรรม ซึ่งยังแตกย่อยออกเป็นหลายนิกายเนื่องจากมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับพระคัมภีร์ และการปฏิบัติในพิธีกรรม นิกายนี้มีเพียงไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายแห่งศาสนาเท่านั้น

ชาวไทยจะเรียกผู้นับถือนิกายนี้ว่า "คริสเตียน"ตามกลุ่มมิชชันนารีอเมริกัน

สำหรับในประเทศไทยนิกายโปรเตสแตนท์ได้เข้ามาประมาณ 180 ปี คือเข้ามาพร้อมกับมิชชั่นนารีในสมัย ร.5 มิชชั่นนารีที่เป็นที่รู้จักคือ หมอบรัดเลย์ผู้นำแท่นพิมพ์เข้ามาในประเทศไทยเป็นคนแรก, หมอแมคคอมิคผู้อุทิศตัวแก่ประชาชนในเมืองเชียงใหม่ และตั้งรพ.แมคคอมิคในเมืองเชียงใหม่ ในปัจจุบัน คริสตจักรโปรเตสแตนท์ทั้งหมดมีจำนวนสมาชิก่รวมกันประมาณ 3-5แสนคน มีคริสตจักรต่างๆ เช่น คริสตจักรใจสมาน, คริสตจักรสามัคคีธรรมกรุงเทพ, คริสตจักรร่มเย็น,คริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์, คริสตจักรน้ำพระทัย, คริสตจักรสะพานเหลือง, คริสตจักรไมตรีจิต, คริสตจักรเทียนสั่ง, คริสตจักรอิมมานูเอลเป็นต้น

คริสต์ศาสนาในประเทศไทย

ปัจจุบันกรมศาสนา ประเทศไทย รับรององค์กรคริสตศาสนา 5 องค์กร คือ

5 องค์กรคริสตศาสนา ที่ กรมศาสนารับรอง

                                1. โรมันคาทอลิก

                                2. สภาคริสตจักรในประเทศไทย

                                3. สหกิจคริสเตียน (รวมทั้งแองกลิกัน ลูเธอรัน ) ดูเว็บไซต์ 

                                4. สหกิจคริสตจักรแบ๊บติสต์

                                5. เซเว่นเดย์แอดเวนติส

นอกจากนั้นยังมีคริสตจักรอิสระอีกหลายแห่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เช่น คริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ สังกัด มูลนิธิความหวังของชาวไทย,คริสตจักรคณะพระกิตติคุณสมบูรณ์,คริสตจักรคณะคริสเตียนสัมพันธ์(assambly of God)   เป็นต้น

พิธีกรรมสำคัญในคริสตศาสนา

พิธีกรรมในศาสนานี้ มีสำคัญๆอยู่ 7 พิธี เรียกว่า พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์   มีดังนี้

            ศีลล้างบาปหรือศีลจุ่ม เป็นพิธีแรกที่คริสตศาสนิกชนต้องรับ โดยบาทหลวงจะใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์เทลงบนศีรษะ

            ศีลกำลัง เป็นพิธีรับศีลโดยการเจิมหน้าผาก เพื่อยืนยันความเชื่อว่าจะนับถือศาสนาคริสต์ตลอดไป

              ศีลมหาสนิท เป็นพิธีกรรมรับศีลโดยรับขนมปังและเหล้าองุ่นมารับประทาน โดยความเชื่อว่าพระกายและพระโลหิตของพระเยซู

             ศีลแก้บาป เป็นการสารภาพบาปกับพระเจ้าโดยผ่านบาทหลวง บาทหลวงจะเป็นผู้ตักเตือนสั่งสอนไม่ให้ทำบาปนั้นอีก และทำการยกบาปให้

               ศีลสมรส เป็นพิธีประกอบการแต่งงาน โดยบาทหลวงเป็นพยาน เป็นการแสดงความสัมพันธ์ว่าจะอยู่ด้วยกันจนกว่าใครคนหนึ่งจะจากไป

               ศีลอนุกรม สงวนไว้เฉพาะผู้ที่จะบวชเป็นบาทหลวง

              ศีลเจิมคนไข้ เป็นพิธีเจิมคนไข้โดยน้ำเสกบาทหลวง ให้ระลึกว่าพระเจ้าจะอยู่กับตนและให้พลังบรรเทาอาการเจ็บป่วย

   

ศาสนาอิสลาม

      อิสลาม หรือ ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสำคัญศาสนาหนึ่งของโลก มีคนนับถือประมาณ 1,600 ล้านคน นับว่ามีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลก พื้นที่รวมของกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งหมดประมาณ 34,722,286 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่ลองจิจูด 141 องศาตะวันออก ทางด้านตะวันออกของเขตพรมแดนประเทศอินโดนีเซีย ทอดยาวไปจนถึงลองจิจูด 17.29 องศาตะวันตก ณ กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล (Senegal) ซึ่งอยู่ในภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา จนถึงละติจูด 55.26 องศาเหนือ บริเวณเส้นเขตแดนตอนเหนือของประเทศคาซัคสถาน ทอดยาวเรื่อยไปจนถึงเส้นเขตแดนทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนีย ที่ละติจูด 11.44 องศาใต้

ในโลกของเรานี้มีจำนวนประเทศกว่า 200 ประเทศ เป็นประเทศมุสลิมกว่า 67 ประเทศ ในประเทศไทยมีศาสนาอิสลามเข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ศาสดาของศาสนาอิสลามคือ มุฮัมมัด

ศาสนาอิสลาม คือ ความศรัทธา ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติและจริยธรรม ซึ่งบรรดาศาสดา ที่อัลลอหฺ ได้ประทานลงมาเป็นผู้นำ เพื่อมาสั่งสอนและแนะนำแก่มวลมนุษยชาติ สิ่งทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่า ดีน หรือ ศาสนา นั่นเอง ผู้ที่มีความศรัทธาจะตระหนักอยู่เสมอว่า ชีวิตของเขาได้พันธนาการเข้ากับอำนาจสูงสุดของพระผู้ทรงสร้างโลก ในทุกสถานภาพของเขาจะรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า และมอบหมายตนเองให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลา เขาเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงและมีสมาธิเสมอ

ความหมายของ อิสลาม

อิสลาม เป็นคำภาษาอาหรับ (ภาษาอาหรับ: الإسلام) แปลว่า การสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ อิสลาม มีรากศัพท์มาจากคำว่า อัส-สิลมฺ หมายถึง สันติ โดยนัยว่าการสวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบกับสันติภาพทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาล ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์จนถึงปัจจุบันและอนาคต

บรรดาศาสนทูตในอดีตล้วนแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาอิสลามแก่มนุษยชาติ ศาสนทูตท่านสุดท้ายคือมุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอหฺ บินอับดิลมุฏฏอลิบ จากเผ่ากุเรชแห่งอารเบีย ได้รับมอบหมายให้เผยแผ่สาส์นของอัลลอหฺในช่วงปี ค.ศ. 610 - 632 เฉกเช่นบรรพศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีล เป็นสื่อระหว่างอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าและมุฮัมมัด

พระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทะยอยลงมาในเวลา 23 ปี ได้รับการรวบรวมขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัลกุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตมนุษย์ เพื่อที่จะได้ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้าสาส์นแห่งอิสลามที่ถูกส่งมาให้แก่มนุษย์ทั้งมวลมีจุดประสงค์หลัก 3 ประการคือ:

                   1. เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอห พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ที่สมควรแก่การเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค์ ศรัทธาในพระโองการแห่งพระองค์ ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษย์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษา และรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได้ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไว้วางใจต่อพระองค์ เพราะพระองค์คือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จะต้องไม่สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์ และพระองค์คือปฐมเหตุแห่งคุณงามความดีทั้งปวง

                 2.เป็นธรรมนูญสำหรับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัว และสังคม เป็นธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร์ อิสลามสั่งสอนให้มนุษย์อยู่กันด้วยความเป็นมิตร ละเว้นการรบราฆ่าฟัน การทะเลาะเบาะแว้ง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผู้อื่น ไม่ลักขโมย ฉ้อฉล หลอกลวง ไม่ผิดประเวณี หรือทำอนาจาร ไม่ดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจ ไม่บ่อนทำลายสังคมแม้ว่าในรูปแบบใดก็ตาม

                 3.เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ เน้นความอดกลั้น ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที ความสะอาดของกายและใจ ความกล้าหาญ การให้อภัย ความเท่าเทียมและความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ การเคารพสิทธิของผู้อื่น สั่งสอนให้ละเว้นความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและอกตัญญู การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น

อิสลามเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นทางนำในการดำรงชีวิตทุกด้าน แก่มนุษย์ทุกคน ไม่ยกเว้น อายุ เพศ เผ่าพันธ์ วรรณะ หรือฐานันดร

หลักคำสอน

หลักคำสอนของศาสนาอิสลามแบ่งไว้ 3 หมวดดังนี้

                1.หลักการศรัทธา  

                2.หลักจริยธรรม

                3.หลักการปฏิบัติ

หลักการศรัทธา

อิสลามสอนว่า ถ้าหากมนุษย์ พิจารณาด้วยสติปัญญาและสามัญสำนึกจะพบว่า จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ มิได้อุบัติขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้าง ด้วยอำนาจและความรู้ที่ไร้ขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไว้ทั่วทั้งจักรวาล ทรงขับเคลื่อนจักรวาลด้วยระบบที่ละเอียดอ่อน ไม่มีสรรพสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้สาระ

พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐจะเป็นไปได้อย่างไร ที่พระองค์จะปล่อยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ไปตามลำพัง โดยไม่ทรงเหลียวแล หรือปล่อยให้สังคมมนุษย์ดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเอง

พระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านี้ ด้วยการประทานกฎการปฏิบัติต่าง ๆ ผ่านบรรดาศาสดา ให้มาสั่งสอนและแนะนำมนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต แน่นอนมนุษย์อาจมองไม่เห็นผล หรือได้รับประโยชน์จากการทำความดี หรือได้รับโทษจากการทำชั่ว ของตนจากจุดนี้ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ต้องมีสถานที่อื่นอีก อันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำของมนุษย์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วกจะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเชื่อมั่นที่สัตย์จริง พร้อมพยามผลักดันมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา

หลักศรัทธาอิสลามแนวซุนนีย์

               1.  ศรัทธาว่าอัลลอหฺเป็นพระเจ้า

              2. ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ต่าง ๆ ที่อัลลอหฺประทานลงมาในอดีต เช่น เตารอต อินญีล ซะบูร และอัลกุรอาน

              3. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูตต่าง ๆ ที่อัลลอฮฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์ และนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นศาสนทูตคนสุดท้าย

               4. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะหฺ บ่าวผู้รับใช้อัลลอฮฺ

               5. ศรัทธาในวันสิ้นสุดท้าย คือหลังจากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้ 

              6. ศรัทธาในกฎสภาวะ

หลักศรัทธาอิสลามแนวชีอะหฺ

              1.เตาฮีด (เอกภาพ) คือศรัทธาว่าอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์

               2.อะดาละหฺ (ความยุติธรรม) คือศรัทธาว่าอัลลอหฺทรงยุติธรรมยิ่ง

               3.นุบูวะหฺ (ศาสดาพยากรณ์)คือศรัทธาว่าอัลลอหฺได้ทรงส่งศาสนทูตต่าง ๆ ที่อัลลอหฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์ หนึ่งในจำนวนนั้นคือนบีมุฮัมมัด

              4 .อิมามะหฺ (การเป็นผู้นำ) ศรัทธาว่าผู้นำสูงสุดในศาสนาจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาสนทูตมุฮัมมัดเท่านั้น จะเลือกหรือแต่งตั้งกันเองไม่ได้ ผู้นำเหล่านั้น มี 12 คนคือ อะลีย์ บินอะบีฏอลิบและบุตรหลานของอะลีย์ และฟาฏิมะหฺอีก 11 คน

               5.มะอาด (การกลับคืน) ศรัทธาในวันฟื้นคืนชีพ คือหลังจากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้

หลักจริยธรรม

ศาสนาสอนว่า ในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของสังคม จงทำตนให้เป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนที่รู้จักหน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น รู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เป็นผู้มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว และหมั่นใฝ่หาความรู้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม

หลักการปฏิบัติ

ศาสนาสอนว่า กิจการงานต่าง ๆ ที่จะทำนั้น มีความเหมาะสมกับตนเองและสังคม ขณะเดียวกันต้องออกห่างจากการงานที่ไม่ดี ที่สร้างความเสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง 

ส่วนการประกอบคุณงามความดีอื่น ๆ การถือศีลอด การนมาซ และสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเป็นบ่าวที่จงรักภักดี และปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ กฎเกณฑ์และคำสอนของศาสนา ทำหน้าที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ทั้งที่เป็นหลักศรัทธา หลักปฏิบัติและจริยธรรม

เราอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่ละเมิดคำสั่งต่าง ๆ ของศาสนา มิได้ถือว่าเขาเป็นผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง หากแต่เขากระทำการต่าง ๆ ไปตามอารมณ์และความต้องการใฝ่ต่ำของเขาเท่านั้น

ศาสนาอิสลามในความหมายของอัลกุรอานนั้น หมายถึง "แนวทางในการดำเนินชีวิต ที่มนุษย์จะปราศจากมันไม่ได้" ส่วนความแตกต่างระหว่างศาสนากับกฎของสังคมนั้น คือศาสนาได้ถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้า ส่วนกฎของสังคมเกิดขึ้นจากความคิดของมนุษย์ อีกนัยหนึ่ง ศาสนาอิสลามหมายถึง การดำเนินของสังคมที่เคารพต่ออัลลอหฺ และเชื่อฟังปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์

อัลลอห ตรัสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามว่า "แท้จริง ศาสนา ณ อัลลอหฺ คืออิสลาม บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ได้ขัดแย้งกัน นอกจากภายหลังที่ความรู้มาปรากฏแก่พวกเขา ทั้งนี้เนื่องจากความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขา และผู้ใดปฏิเสธโองการต่าง ๆ ของอัลลอหฺ แน่นอน อัลลอหฺทรงสอบสวนอย่างรวดเร็ว (อัลกุรอาน อาลิอิมรอน:19)

ศาสนวินัย นิติศาสตร์และการพิพากษา

                   1.วาญิบ คือหลักปฏิบัติภาคบังคับที่มุกัลลัฟ (มุสลิมผู้อยู่ในศาสนนิติภาวะ) ทุกคน ต้องปฏิบัติตาม ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงทัณฑ์ เช่นการปฏิบัติตาม ฐานบัญญัติของอิสลาม (รุกน) ต่าง ๆ การศึกษาวิทยาการอิสลาม การทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เป็นต้น

                   2.ฮะรอม คือกฏบัญญัติห้ามที่มุกัลลัฟทุกคนต้องละเว้น ผู้ที่ไม่ละเว้นจะต้องถูกลงทัณฑ์

                  3.ฮะลาล คือกฏบัญญัติอนุมัติให้มุกัลลัฟกระทำได้ อันได้แก่ การนึกคิด วาจา และการกระทำที่ศาสนาได้อนุมัติให้ เช่น การรับประทานเนื้อปศุสัตว์ที่ได้รับการเชือดอย่างถูกต้อง การค้าขายโดยสุจริตวิธี         ก ารสมรสกับสตรีตามกฏเกณฑ์ที่ได้ระบุไว้ เป็นต้น

                   4.มุสตะฮับ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ซุนนะหฺ (ซุนนะห์, ซุนนัต) คือกฏบัญญัติชักชวนให้มุสลิม และมุกัลลัฟกระทำ หากไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนศาสนวินัย โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรม เช่นการใช้น้ำหอม การขริบเล็บให้สั้นเสมอ การนมาซนอกเหนือการนมาซภาคบังคับ

                   5. มักรูหฺ คือกฏบัญญัติอนุมัติให้มุกัลลัฟกระทำได้ แต่พึงละเว้น คำว่า มักรูหฺ ในภาษาอาหรับมีความหมายว่า น่ารังเกียจ โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรม เช่นการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นน่ารังเกียจ        การสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ขัดต่อกาลเทศะ เป็นต้น

                6.มุบาฮฺ คือสิ่งที่กฏบัญญัติไม่ได้ระบุเจาะจง จึงเป็นความอิสระสำหรับมุกัลลัฟที่จะเลือกกระทำหรือละเว้น เช่นการเลือกพาหนะ อุปกรณ์เครื่องใช้ หรือ การเล่นกีฬาที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติห้าม

ฐานบัญญัติอิสลาม (รุกุน) ของซุนนีย์

           1.การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอหฺและมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอหฺ

           2.ดำรงการละหมาด วันละ 5 เวลา

           3.จ่ายซะกาต

          4.ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกปี 

           5 .บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถ

ฐานบัญญัติอิสลาม (รุกุน) ของชีอะหฺ

             1.                   ดำรงการนมาซ วันละ 3 เวลา

             2.                   จ่ายซะกาต

             3.                   จ่ายคุมสฺ นั่นคือ จ่ายภาษี 1 ใน 5 ให้แก่ผู้ปกครองอิสลาม

             4.                   บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถทั้งกำลังกาย และกำลังทรัพย์

             5.                   ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกปี

             6.                   ญิฮาด นั่นคือการปกป้องและเผยแผ่ศาสนาด้วยทรัพย์และชีวิต

             7.                   สั่งใช้ในสิ่งที่ดี

             8.                   สั่งห้ามไม่ให้ทำชั่ว

             9.                   การภักดีต่อบรรดาอิมามอันเป็นผู้นำที่ศาสนากำหนด

            10.                การตัดขาดจากศัตรูของบรรดาอิมามอันเป็นผู้นำที่ศาสนากำหนด

 

กฎบัญญัติห้ามในอิสลาม (ฮะรอม) ในซุนนีย์และชีอะหฺ

1.       การตั้งภาคีต่ออัลลอหฺ

2.       การแหนงหน่ายต่อความเมตตาของอัลลอหฺ

3.       การหมดหวังในความเมตตาต่ออัลลอหฺ

4.       การเชื่อว่าสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอหฺ

5.       การสังหารชีวิตผู้ไม่มีความผิด

6.       การเนรคุณต่อมารดาและบิดา

7.       การตัดขาดจากญาติพี่น้อง

8.       การกินทรัพย์สินของลูกกำพร้าโดยอธรรม

9.       การกินดอกเบี้ย

10.    การผิดประเวณี

11.    การรักร่วมเพศระหว่างชาย

12.    การใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ว่าทำผิดประเวณีหรือรักร่วมเพศ

13.    การดื่มสุราเมรัยหรือทำการใดที่เกี่ยวข้องกับสุราเมรัย

14.    เล่นการพนัน

15.    การอยู่กับการละเล่นบันเทิง

16.    การฟังหรือขับร้องเพลงและเล่นดนตรี

17.    การพูดเท็จ

18.    การสาบานเท็จ

19.    การเป็นพยานเท็จ

20.    การไม่ยอมให้การหรือเป็นพยาน

21.    การผิดสัญญา

22.    การทำลายไม่รับผิดชอบสิ่งที่ได้รับมอบหมาย

23.    การขโมยลักทรัพย์

24.    การหลอกลวง

25.    การรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่ได้มาโดยทุจริตวิธี

26.    การไม่ยอมจ่ายหนี้หรือเหนี่ยวรั้งทรัพย์สินของผู้อื่น

27.    การหนีจากสงครามศาสนา

28.    การกลับคืนสู่อวิชชาหลังจากได้เรียนรู้สัจธรรมอิสลามแล้ว

29.    การฝักใฝ่กับผู้อธรรม

30.    การไม่ช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม

31.    การเรียนและทำคุณไสย

32.    ความฟุ่มเฟือย

33.    ความเย่อหยิ่งทรนง

34.    การต่อสู้กับศรัทธาชน

35.    รับประทานซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่ไม่ได้ถูกเชือดตามหลักศาสนา

36.    การละทิ้งการนมาซ

37.    การไม่จ่ายซะกาต

38.    การไม่ใยดีต่อการทำฮัจญ์

39.    การละทิ้งกฎบัญญัติศาสนา เช่น การถือศีลอด ญิฮาด การสั่งทำความดี การห้ามทำความชั่ว

40.    การทำบาปเล็กบาปน้อยจนเป็นกิจวัตร

41.    การนินทากาเล

42.    การยุยงให้ผู้คนแตกแยกกัน

43.    การวางแผนหลอกลวงผู้อื่น

44.    อิจฉาริษยา

45.    การกักตุนสินค้าจนทำให้ข้าวยากหมากแพง

46.    การตั้งตัวเป็นศัตรูต่อศรัทธาชน

47.    การรักร่วมเพศระหว่างหญิง

48.    การเป็นแมงดาหรือแม่เล้าติดต่อให้แก่โสเภณี การยินยอมให้ภรรยาและบุตรีผิดประเวณี

49.    การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง (มีทัศนะว่า น่ารังเกียจ)

50.    การทำการอุตริในศาสนา

51.    การพิพากษาคดีด้วยความฉ้อฉล

52.    การทำสงครามในเดือนต้องห้ามทั้งสี่ คือ ซุลกออิดะหฺ ซุลฮิจญะหฺ มุฮัรรอม และรอญับ นอกจากจะเป็นฝ่ายถูกรุกราน

53.    การล่วงละเมิดสิทธิของศรัทธาชนด้วยการล้อเล่น ลบหลู่ ดูหมิ่น เหยียดหยาม ด่าทอ

54.    การหักห้ามกีดกันผู้อื่นเข้าสู่สัจธรรม

55.    การเนรคุณต่อคุณงามความดีของอัลลอหฺ

56.    การก่อเหตุวุ่นวายในสังคม

57.    การขายอาวุธแก่ที่ก่อความไม่สงบสุข

58.    การใส่ร้ายผู้อื่น

59.    การไม่ให้ความเคารพต่ออัลลอหฺ

60.    การลบหลู่ดูหมิ่นต่อกะอฺบะหฺ

61.    การลบหลู่ดูหมิ่นต่อมัสยิด

62.    การที่บุรุษสวมใส่ผ้าไหมและผ้าแพร

63.    การใช้ภาชนะทำด้วยทองคำและเงิน

  

  

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

          ศาสนาฮินดูมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมากกว่า ๓,๐๐๐ ปี เป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดาเป็นผู้ประกาศศาสนา เป็นศาสนาของชาวอารยะ(ภาษาบาลีเรียกว่าชาวอริยกะ)ซึ่งเชื่อกันว่าอพยพมาจากยุโรป เข้ามาสู่อินเดียเมื่อราว ๓,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ชาวฮินดูเชื่อว่าศาสนาฮินดูสืบทอดมาจากคัมภีร์พระเวทซึ่งเชื่อว่าฤาษีในสมัยก่อนได้รับ โดยตรงจากพระเป็นเจ้าจึงมีชื่อเรียกรวมๆว่า
คัมภีร์ศรุติ (
Ś
ruti) จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้เราทราบว่าชาวพื้นเมืองเดิมที่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นเจ้าของวัฒนธรรมซึ่งเรียกกันว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (ราว ๒๐๔๗-๑๓๕๗ปี ก่อน พ.ศ.) เป็นอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองเพราะมีการสร้างเมืองที่มีผังเมืองเป็นระเบียบ ประชาชนมีการอาบน้ำตามพิธีทางศาสนาเคารพบูชาเทพเปลือยกายที่มีเขาและมีสัตว์แวดล้อม กราบไหว้เทพที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ นับถือสัตว์คล้ายวัวมีเขาหนึ่งเขา ศาสนาของชาวพื้นเมืองเดิมแตกต่างจากศาสนาของชาวอารยะที่อพยพเข้ามาในภายหลังที่มาตั้งรกรากยุคแรกๆที่ลุ่มแม่น้ำสินธุ  ชาวอารยะยุคแรกๆเคารพนับถือเทพหลายองค์ที่เป็นพลังอยู่เบื้องหลังธรรมชาติซึ่งยังไม่มีรูปร่างแบบรูปร่างมนุษย์อย่างชัดเจนเหมือนเทพในศาสนาฮินดูยุคหลัง ยุคที่ชาวอารยะเข้ามานั้นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุไดล่มสลายไปแล้ว แต่ศาสนาของชาวพื้นเมืองเดิมก็ยังคงมีผู้นับถือต่อมาและได้มีอิทธิพลต่อศาสนาของชาวอารยะในสมัยหลังชาวอารยะยุคแรกๆมีคัมภีร์ทางศาสนาเรียกว่าคัมภีร์พระเวทซึ่งใช้ภาษาสันสกฤต มี ๓ เวท คือ
                1. ฤคเวท (
gveda)

               2. สามเวท (Sāmaveda)

                3. ยชุรเวท (Yajurveda)

ฤคเวทเป็นคัมภีร์ทางศาสนาที่เก่าที่สุดในโลกแต่งขึ้นเมื่อระหว่าง๙๕๗-๒๔๗ ก่อน  พ.ศ. โดย ประมาณ  ต่อมา มี อถรวเวท (Atharvaveda) เพิ่มเข้ามารวมเป็น ๔  เวท  ศาสนาฮินดูในปัจจุบันแม้จะมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากศาสนาของชาวอารยะยุคแรกๆแต่ชาวฮินดูก็ยังถือว่าคัมภีร์พระเวทเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และเป็นต้นตอของศาสนาฮินดู พัฒนาการไปสู่ความเป็นศาสนาฮินดูผ่านทางคัมภีร์ต่างๆในสมัยต่อมา คือ คัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อารัณยกะ คัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์รามายณะ (รามเกียรติ์) คัมภีร์มหาภารตะ และคัมภีร์ปุราณะ และยังอาศัยหลักปรัชญา ๖ ทรรศนะ ได้แก่ นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ และเวทานตะ (ปูรวมิมางสา และอุตตรมิมางสา) ศาสนาฮินดูแบ่งเป็นสองนิกายใหญ่ คือ ไศวะนิกาย คือ นิกายที่ถือว่าพระศิวะเป็นพระเจ้าสูงสุดและ
ไวษณวนิกาย คือ นิกายที่นับถือว่า พระวิษณุเป็นพระเจ้าสูงสุด พระเป็นเจ้าทั้งสององค์นั้นเป็นพระเป็นเจ้าที่เป็นตัวบุคคล (Personal God) แต่อยู่ในลักษณะที่เหนือโลก (trancendental) แต่เมื่อพระองค์ต้องการจะมาเกี่ยวข้องกับโลก (immanent) พระองค์ก็จะปรากฏในรูปของพระพรหมา เพื่อทำการสร้างโลก ในรูปของพระวิษณุ เพื่อรักษาคุ้มครองโลกและในรูปของพระ ศิวะ เพื่อทำลายล้างโลกเมื่อถึงยุคประลัย พระเป็นเจ้าองค์เดียวแต่รวมลักษณะทั้งสามนี้ไว้เรียกว่า ตริมูรติ (ตฺริ= สาม มูรฺติ=รูป)
ศาสนายุคพระเวทเน้นการบูชาเทพในธรรมชาติ ด้วยของสังเวยที่เป็นอาหาร เครื่องสังเวยที่สำคัญได้แก่เนยใส ที่จะต้องราดลงไปในไฟเพื่อให้ไฟลุก เมล็ดพืชที่เป็นอาหาร และโสมะ (เครื่องดื่มที่ทำให้มึนเมาที่คั้นจากพืชชนิดหนึ่ง) เทพที่สำคัญได้แก่ อินทระ ซึ่งเป็นเทพแห่งสงครามและเทพแห่งฝน อัคนิ คือ ไฟ  มรุต คือลม สูรยะ คือ พระอาทิตย์ รุทระเทพแห่งพายุ ยุคอุปนิษัทซึ่งช่วงสุดท้ายของยุคพระเวทถือว่าเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เป็นยุคที่มีความคิดทางปรัชญาเกิดขึ้น คัมภีร์ที่สำคัญ ได้แก่ ฉานโทคยะอุปนิษัท หฤหทารัณยกะอุปนิษัท กฐะ อุปนิษัท มุณฑกะอุปนิษัท เป็นต้น ยุคนี้เน้นปรัชญามากกว่า พิธีกรรม  เน้นการแสวงหา สัจธรรมสูงสุดเพื่อ โมกษะ คือ ความหลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นสาเหตุของความทุกข์ สิ่งมีอยู่จริงหรือสัจธรรมสูงสุดในช่วงอุปนิษัท คือ พรหม (Brahma) ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า อาตมัน (ātman) ซึ่งคือคำเดียวกับ อัตตา ในภาษาบาลี พรหมนี้บางทีก็เรียกว่า ปรมาตมัน (paramātman) บางที่ก็เรียกว่า  สัต (sat) พรหม เป็นสิ่งเที่ยง ไม่ตาย มีอยู่ชั่วนิรันดร เป็นตัวชีวะ(ชีวิต)ในสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง เมื่อร่างกายตาย ตัว ชีวะ หรือ อาตมัน จะไม่ตาย จะเข้าร่างใหม่เรื่อยไปจนกว่าตัวชีวะนั้นจะได้โมกษะ คือ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด พรหม ในช่วงอุปนิษัท ไม่ใช่ พรหมา ซึ่งเป็นพระพรหมาที่มาทำหน้าที่สร้างโลก ซึ่งเป็นหนึ่งใน ตริมูรติ ของศาสนาฮินดู พระพรหมา เป็นเทพเกิดขึ้นใน ยุครามายณะ และยุคมหาภารตะ เป็นต้นมา
                 ความเชื่อที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นช่วงอุปนิษัทก็ คือ ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดหรือ สังสาระ และเชื่อเรื่องกรรม ซึ่งความเชื่อนี้อาจจะเกิดขึ้นจากการประสมประสานความเชื่อของชาวอารยะกับความเชื่อของชาวพื้นเมืองเดิม

สัญลักษณ์ โอมสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดู หมายถึงพระตรีมูรติเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ทั้ง 3

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาเกิดที่ดินแดนชมพูทวีป (ประเทศอินเดีย) ก่อนพุทธศาสนา ซึ่งไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นศาสดา มีคัมภีร์ศาสนา เรียกว่า พระเวท มีพัฒนาการสืบต่อยาวนาน นับจากลัทธิพราหมณ์ จนถึงยุคที่เรียกว่าศาสนาฮินดู จึงมักเรียกรวมๆ กันว่า ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศาสนานี้นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เรียกว่า "พหุเทวนิยม" เทพเจ้าแต่ละองค์ในแต่ละยุคสมัย มีบทบาท และตำนานต่างกันไป ในแต่ละท้องถิ่นยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์หนึ่งๆ แตกต่างกันไปด้วย

โดยทั่วไป ถือว่าชาวฮินดูเชื่อว่ามีเทพเจ้าสูงสุด 3 องค์ คือ พระพรหม ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก พระศิวะ เป็นผู้ทำลาย และพระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ เป็นผู้ปกป้องและรักษาโลก

คัมภีร์ทางศาสนา

                     คัมภีร์พระเวท (ภาษาสันสกฤต: वेद) โดยทั่วไปถือว่าเป็นคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์ฮินดู หากกล่าวโดยเฉพาะลงไป หมายถึง บทสวดต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อของชาวอินโดอารยัน หรืออาจเรียกได้ว่าศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยมีการรวบรวมเป็นหมวดหมู่ในชั้นหลัง คำว่า เวทนั้น หมายถึง ความรู้ มาจากธาตุ วิทฺ” (กริยา รู้) คัมภีร์พระเวท ประกอบด้วยคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่ ฤคเวทใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้า สามเวทใช้สำหรับสวดในพิธีกรรมถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์และขับกล่อมเทพเจ้ายชุรเวทว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายันและบวงสรวงต่างๆ และ อาถรรพเวท ใช้เป็นที่รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนตร์นักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ถือว่า พระเวท เป็นส่วนที่เก่าที่สุดที่เหลืออยู่ สำหรับส่วนที่ใหม่สุดของพระเวท น่าจะมีอายุราวพุทธกาล และส่วนที่เก่าสุด ราว 1,000 ปีก่อนพุทธกาล แต่นักภารตวิทยาเชื่อว่า เนื้อหาของคัมภีร์เหล่านี้น่าจะได้มีการท่องจำกันมาก่อนการบันทึกเป็นเวลานานมากแล้ว ซึ่งมีหลักฐานจากลักษณะทางภาษา และปริบททางสังคมต่างๆ 

 

ชนชั้น-วรรณะ

                    1. วรรณะกษัตริย์ คือ กษัตริย์หรือนักรบ ทำหน้าที่ป้องกันชาติบ้านเมือง และทำศึกสงคราม

                     2. วรรณะพราหมณ์ คือ ผู้ทำพิธีกรรม มีหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า สั่งสอนศาสนาและประกอบพิธีกรรมแก่ประชาชนทุกวรรณะ รวมถึงมีหน้าที่ศึกษา จดจำและสืบต่อคัมภีร์พระเวท พราหมณ์ (เทวนาครี : ब्राह्मण) เป็นวรรณะหนึ่งในแนวคิดศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น วิปฺระ, ทฺวิช, ทฺวิโชตฺตมะ หรือ ภูสร เป็นต้น พราหมณนั้นเป็นวรรณะหนึ่งในสี่วรรณะของสังคมอินเดีย เป็นผู้สืบทอดวิชาความรู้ ในคัมภีร์ ไตรเวท พิธีกรรม จารีต ประเพณี ศิลปะวัฒนะธรรม และคติความเชื่อต่าง ๆ ให้สืบทอดต่อไป หรือไม่สืบทอดก็ได้โดยใช้ชีวิตตามปกติชนคนธรรมดาทั่วไป คงไว้ให้ผู้ใดในตระกูลสืบทอดแทน เป็นผู้มีสิทธิ์เลือก แบ่งแยกเป็นนิกายคือ พวกไศวนิกาย จะถือเพศ นุ่งขาว ห่มขาว ไว้มวยผม ถือศีล จริยาวัตรของพราหมณ์ มีครอบครัวได้ อยู่บ้าน หรือ เทวะสถาน ประจำลัทธิ นิกายแห่งตน อีกนิกายหนึ่งคือ ไวษณวะนิกาย จะไว้ผมเปียหรือมวยผม ถือเพศพรหมจรรย์ กินมังสวิรัติ ไม่ถูกต้องตัวสตรีเพศ นุ่งห่มสีขาว หรือสีต่าง ๆ และอาศัยอยูในเทวสถาน

                  3. วรรณะแพศย์ คือ ผู้ประกอบพาณิชกรรม เกษตรกรรม ซึ่งเป็นวรรณะของคนส่วนใหญ่ในสังคม

                  4. วรรณะศูทร คือ กรรมกร

(*)ถ้ามีการแต่งงานข้ามวรรณะ บุตรที่เกิดมาก็จะกลายเป็น จัณฑาล (ในภาษาไทยคือ กาลกิณี) เป็นผู้อยู่นอกวรรณะซึ่งเป็นที่รังเกียจของทุกวรรณะ

(*)ส่วนในอินโดนีเซียจะไม่ค่อยเคร่งวรรณะเหมือนกับในอินเดีย

(*)มีการบอกในหนังสือบางเล่มไว้ว่า วรรณะพราหมณ์,กษัตริย์และแพศย์ เป็นวรรณะของคนอารยัน คือชนผิวขาวผู้ริเริ่มศาสนา ส่วนวรรณะศูทร เป็นของคนดราวิเดียน ชนผิวดำชนพื้นเมืองเก่าของอินเดีย

 นิกาย

     1. นิกายไวษณพ

     2. นิกายไศวะ

     3. นิกายศักติ

ศาสนาซิกช์

 

ศาสนาซิกข์  เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในอินเดีย เมื่อประมาณ ๕ ศตวรรษ มาแล้ว คุรุนักนานักเป็นผู้ประกาศ และมีผู้สืบต่อมาอีกสิบท่าน ท่านสุดท้ายคือ  คุรุโควินท สิงห์ ท่านได้บัญญัติให้ชาวซิกข์ยึดถือในธรรมะแต่อย่างเดียวนับว่าเป็นการยุติการสืบศาสนาโดยบุคคลอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันชาวซิกข์ทุกคน ยึดมั่นอยู่ในธรรม ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้เป็นเล่มเรียกว่า มหาคัมภีร์ อาที ครันถ์ และเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อไปอีก จึงได้บัญญัติไว้ว่า
                "
ธรรมคือเรา เราคือธรรม ในธรรมเปี่ยมด้วย อมฤต ธรรมที่แสดงไว้ หากสาวกเชื่อผู้นั้นประจักษ์แน่แท้ในเรา"

           
ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาที่มุ่งสอนให้คนทำความดี ละความชั่ว  สอนให้พิจารณาที่เหตุ และให้ยับยั้งต้นเหตุด้วยสติปัญญา ตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ และชมเชยในสิ่งที่สมควรชมเชย  สอนให้คนรักกันฉันท์มิตรพี่น้อง รู้จักให้อภัยต่อกัน  สอนให้เข้าใจถึงการทำบุญ และการทำทาน สอนให้ละเว้นบาปทั้งหลาย สอนให้ทราบว่าไม่มีสิ่งใด มีอานิสงฆ์เสมอการภาวนา  สอนให้เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งมวลย่อมแตกดับ ตามกาลเวลา ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนตลอดไปได้ แสดงว่าชีวิตย่อมอุบัติ และแตกดับเป็นนิจสิน ดังฟองน้ำ ได้แสดงถึงเรื่องกฎแห่งกรรม ว่าทุกคนจะต้องได้รับผลจากกรรมที่ได้ก่อไว้ ทั้งในทางดีและทางชั่ว กฎแห่งกรรมนี้ไม่มีการยกเว้น

           
คุณธรรมต่าง ๆ ที่ได้บัญญัติไว้ มีทุกระดับ และทุกคนสามารถรับได้ ทั้งนี้เพราะได้ประกาศหลักสัจธรรมไว้ในลักษณะสายกลาง  ได้แสดงไว้ว่า การทรมานสังขารของตน จนเป็นเหตุให้ต้องทนทุกข์ทรมาน หรือหย่อนยานจนฟุ้งเฟ้อหลงใหล เป็นสิ่งที่ล้วนเกินพอดีทั้งสิ้น  ท่านจะเผยแพร่ศาสนา ในลักษณะที่เข้าใจง่าย เห็นจริงด้วยตนเอง  ท่านจะไม่ชอบวิธีน้อมนำให้ประพฤติปฎิบัติตามประเพณี ที่ยึดถือตามกันมา โดยปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้  ท่านจะชี้แจงแสดงให้เห็นตลอด จนผลที่เกิดจากเหตุตามมา ดังเช่น ธรรมะตอนหนึ่งท่านแสดงว่า

               
ผู้หยิ่งยะโสโอหัง อหังการณ์ในสมบัติพัศสถานที่ครอบครอง ผู้นั้นจะกลับชาติมาเกิดเป็นสุนัขในนรกภูมิ

               
ผู้ใดมีความลำพองในความหนุ่มฉกรรจ์ และความงดงามแห่งตน ผู้นั้นคือ หนอนและแมลงที่โสโครก

               
ผู้ใดที่ชอบอวดอ้าง ยกย่องสรรเสริญตนเองอยู่เสมอ ผู้นั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวัฎฎสงสารนับอนันตชาติ

               
ผู้ที่มัวเมาลุ่มหลง อหังการณ์อยู่ในธนะสมบัติ ภูมิสมบัติ ผู้นั้นคือ คนโง่เขลามืดบอด ไร้ปัญญา
  

                พระผู้เป็นเจ้าโปรดแล้ว ผู้นั้นจะเป็นผู้สมถะ มักน้อย ครองตนเป็นผู้เสียสละปราศจากกิเลสทั้งปวง
           
               คุรุนานัก ได้แสดงไว้ว่า นี่แหละคือ หนทางแห่งความหลุดพ้นในโลกนี้ และเสวยวิมุติสุขตลอดกาลท่านสอนให้ทุกคนมีความรักเพื่อนมนุษย์ ดังเช่นธรรมบัญญัติมีความว่ามนุษย์คือมวลมิตรของฉัน ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่ผู้แปลกหน้าที่ใดมีการอภัยต่อกัน ที่นั่นมีพระเจ้ามนุษย์ชาติเราเห็นเป็นหนึ่งเดียว


ความเป็นมาของศาสนาซิกข์

           
ศาสนาซิกข์ เกิดจากความบีบคั้นที่ได้รับจากคนในศาสนาอื่นของอินเดีย ในขณะนั้นซิกข์จึงเป็นศาสนาของผู้กล้า เสียสละ นักรบ ผู้ประกาศศาสนา ตั้งความมุ่งหมายไว้ในคำสอน ให้เป็นที่รวมความสามัคคี เพื่อประเทศชาติ คนซิกข์ทุกคนเสมือนรวมกันขึ้นประดุจมัดหวาย เป็นกำลังป้องกันชาติตระกูลของตน

           
ผู้ประกาศศาสนาซิกข์ มุ่งรวมความแตกแยกระหว่างชาวชมพูทวีปในขณะนั้น ให้ผู้นับถือศาสนาฮินดู และศาสนาอิสลามรวมกันอยู่เป็นพวกเดียวกัน มุ่งตัดความแตกสามัคคีในระหว่างลัทธิศาสนาทั้งสองนั้นเสีย แล้วตั้งลัทธิใหม่ขึ้น ให้เหมาะแก่ชาติตระกูล ที่ประสบความยากเข็ญ เพราะความแตกสามัคคีดังกล่าว สมตามหลักที่ปรากฎในบัญญัติว่า "ไม่มีพระเจ้าสำหรับชาวมุสลิมอีกองค์หนึ่งแต่มีพระเจ้าองค์เดียว สำหรับมนุษย์ทั้งปวง
"
           
คุรุนานัก ผู้ให้กำเนิดศาสนาซิกข์  มีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ.๒๐๑๒ - ๒๐๘๑  ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อทัลวันดี (Talvandi)  ปัจจุบันเรียก นานักนคร ตามชื่อของคุรุนานัก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองลาฮอร์ (Lahore) เมืองหลวงของแคว้นปัญจาบ ประมาณ ๓๐ ไมล์ หมู่บ้านตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำราวี (Ravi)  ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน

           
คุรุนานัก เป็นคนจน เกิดในตระกูลที่เป็นฮินดู อยู่ในวรรณะพราหมณ์ บิดาทำงานเป็นคนรับใช้อยู่กับเจ้าเมืองมารดาเป็นนักศาสนาที่เคร่งครัด เมื่ออายุได้เจ็ดปี พ่อแม่ได้ส่งเข้าศึกษาในโรงเรียนเด็กชายคุรุนานัก ได้แสดงปัญญาความสามารถไต่ถามความรู้เรื่อง พระเจ้าต่อครูบาอาจารย์มีความรู้แตกฉานในคัมภีร์พระเวท ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุได้เก้าปี นานักปรารถนาเรียนรู้ความเป็นมาของศาสนาและเทพเจ้าของเพื่อนบ้าน จึงได้ศึกษาภาษาเปอร์เซียน เพื่อเรียนรู้ลัทธิของโซโรอัสเตอร์ (Zoroaster) ผู้ตั้งลัทธิปาร์ซี (Parsi) ทำให้นานัก สามารถโต้เถียงหลักศาสนา กับคณาจารย์เก่า ๆ ได้ตั้งแต่เป็นเด็กคัมภีร์ในศาสนซิกข์ที่เรียกว่า ครันถ์ (Cranth)  ได้หลักหลายหลักมาจากคัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ และที่ยังจารึกเป็นอักษรเปอร์เซียนอยู่ก็มีชาวซิกข์ เชื่อกันว่า คุรุนานัก ศาสดาของตน สามารถสั่งสอนคนได้ตั้งแต่อายุเก้าขวบ

           
คุรุนานัก เป็นคนชอบเปรียบเทียบ และแก้ไขคำสอนให้สมสมัย ตามปกติชาวปัญจาบชอบการกีฬาทำร่างกายให้แข็งแรงควรแก่การเป็นนักรบ บางพวกชอบฝึกหัดการค้าขาย แต่คุรุนานักไม่ชอบมุ่งหน้าหาความรู้ทางศาสนา เพื่อใช้หลักศาสนาแก้ไขชุมชนอย่างเดียว บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง พากันเป็นกำลังให้คุรุนานัก ได้เป็นคนสำคัญของบ้านเมือง ครั้งหนึ่งทางบ้านเมืองได้เสนอตำแหน่งราชการชั้นสูงมาให้ 
แต่คุรุนานักปฎิเสธ อ้างว่าตนเองไม่ต้องการความรุ่งโรจน์ทางราชการ
           
ต่อมาเมื่อมีอายุพอสมควร คุรุนานักได้แต่งงานกับสตรีผู้มีตระกูลดีคนหนึ่งของหมู่บ้านเดียวกัน และมีลูกสองคน แต่ชีวิตในครอบครัวหาความสุขได้ยาก เพราะคุรุนานักชอบความสงบแต่ภรรยาชอบความสนุกสนานรื่นเริง ในที่สุดคุรุนานักก็ทอดทิ้งภรรยาและลูก แล้วออกไปหาความสงบในป่าเมื่ออายุได้ ๓๖ ปี

               
ปรากฎการณ์ครั้งแรก  วันหนึ่งขณะที่คุรุนานัก ทำความสงบอยู่ในป่า ก็ได้รับปรากฎการณ์ทางใจครั้งแรก ด้วยการได้ดื่มน้ำอมฤตถ้วยหนึ่งจากผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้นั้นได้แจ้งแก่คุรุนานักว่า "เราจะขออยู่กับเจ้า เราจะทำให้เจ้ามีความสุขสงบ และจะทำให้ทุกคนที่นับถือเราในเจ้ามีความสุขไปด้วย เจ้าจงออกจากที่แห่งนี้ จงไปข้างหน้า นึกถึงเราไว้เป็นนิตย์จงเป็นผู้เมตตา เป็นผู้สะอาด บูชา และกระทำใจให้เป็นสมาธิ ต่อไปนี้เจ้าจงเป็น คุรุ (ครู) ของคนทั้งหลาย"

               
คุรุนานัก โสมนัสกับปรากฎการณ์ดังกล่าวนั้นสามวัน แล้วเดินทางออกจากป่า กลับไปยังหมู่บ้านเดิมของตน แล้วเริ่มแจกทานเป็นกิจแรกแก่คนจน ให้ยาและการรักษาพยาบาลคนเจ็บไข้

               
ในสมัยนั้น การปกครองในแคว้นปัญจาปหาระเรียบมิได้  ผู้มีอำนาจข่มเหงผู้น้อย  ศาลสถิตย์ยุติธรรมไม่มีความทรงธรรม  ผู้ครองเมืองเป็นนักประหาร  ความสัตย์ไม่มีในหมู่ชน  โรคภัยไข้เจ็บระบาด ไม่มีความสุขและสงบ  คุรุนานักตั้งตัวเป็นครู เที่ยวสั่งสอนคนตั้งตัวเป็นแพทย์รักษาพยาบาลคน และเที่ยวแนะนำให้ความยุติธรรมแก่คนทั้งหลาย  คุรุนานักสละสมบัติส่วนตนทั้งหมด แล้วท่องเที่ยวไปด้วยเครื่องแต่งกายชิ้นเดียว

               
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า คุรุนานัก เป็นชาวฮินดู แต่ปฎิเสธพระเจ้าของชาวฮินดูทั้งหมด  ดังนั้นเมื่อออกสั่งสอนไปในที่ใด จึงได้สาวกทั้งที่เป็นฮินดู และมุสลิม  คุรุนานักแสดงตัวเป็นฮินดู และมุสลิม ในขณะเดียวกัน เห็นได้จากเครื่องแต่งตัวในเวลาออกสั่งสอนคน คุรุนานักจะสวมเสื้อสีหมากสุกอันเป็นสีแสดงถึงอิสรภาพตามลัทธิฮินดู แขวนประคำทำด้วยกระดูกไว้ที่คอ และเจิมหน้าด้วยหญ้าฝรั่นตามแบบของฮินดู แต่ขณะเดียวกันก็สวมหมวกตามแบบมุสลิม

               
ลักษณะการแต่งตัวอันเป็นเครื่องหมายที่คุรุนานัก แสดงดังกล่าว เพื่อน้อมนำศาสนิกชนทั้งสองฝ่ายให้ได้คติเป็นกลางไม่ยึดเอาศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อันเป็นเหตุแห่งการรังเกียจเคียดแค้นกันทั้งสองฝ่าย

               
คุรุนานัก สอนว่า "ซิกส์เป็นศาสนาของคนทั้งหลาย พระเจ้าเป็นผู้ปราศจากภัยปราศจากเวร ไม่ใช่เป็นผู้ทำลาย แต่เป็นผู้สร้าง เราไม่มีพระเจ้าสำหรับชาวมุสลิม เรามีพระเจ้าองค์เดียว องค์หนึ่งผู้เป็นพระเจ้าของโลกทั้งมวล พระองค์ไม่โปรดวรรณะ หรือสี หรือลัทธิ อันแยกบัญญัติออกไปแต่ละอย่าง พระองค์ไม่มีการเกลียด ไม่มีการแช่ง สาป เหมือนพระเจ้าองค์อื่น ๆ
"
                "
พระเจ้าของเรา พระองค์ไม่มี (อายุ) จำกัด ทรงความเป็นอยู่จริง แม้ในเวลาปัจจุบันพระองค์
 

ไม่มีกำเนิด ทรงดำรงอยู่โดยลำพัง พระองค์เองเราย่อมเข้าถึงพระองค์ ได้ด้วยความอนุเคราะห์ของครูบาอาจารย์ (ได้แก่ตัวคุรุนานักเป็นปฐม)"
                "
พระเจ้าของเราไม่มีใครแต่งตั้ง อยู่โดยลำพังพระองค์เดียว ไม่มีสิ่งใดครอบงำปราศจากความตาย ปราศจากความเกิด ปราศจากชาติตระกูล เป็นผู้ซึ่งใครหยั่งรู้ไม่ได้ปราศจากรูปและลักษณะ ข้าพเจ้าหาพระองค์ก็ได้พบพระองค์ภายในสิ่งอันประกอบไป

ด้วยรูปทุกอย่าง"

               
ประมุขของศาสนาซิกข์ในเวลาต่อมา ได้ประมวลคำสอนของคุรุนานักเป็นหลักของซิกข์ อาจย่อเข้าเป็นหลักใหญ่ได้สี่ประการคือ สามัคคี เสมอภาค ศรัทธา ความรัก (ภักดี)

               
สองหลักต้นแสดงมติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า (องค์เดียวกัน) และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันสองหลักหลังแสดงมติ หรือทางปฏิบัติอันมนุษย์ จะพึงปฏิบัติตามเพื่อบรรลุความสุขเกษมขั้นสุดท้าย

               
การเดินทางสั่งสอน  เพราะต้องการให้ฮินดู และมุสลิม ซึ่งกำลังวิวาทกันด้วยเรื่องเชื้อชาติ และศาสนาสัมพันธ์เข้าด้วยกันในฐานะที่ตนเป็นฮินดู คุรุนานักจึงพยายามสอนให้พวกมุสลิม เลื่อมใสในโอวาทของตนมากที่สุด คุรุนานักได้ศิษย์มุสลิมสำคัญคนหนึ่งคือ มารทาน (Mardana) ตามประวัติว่า เคยเป็นนักดนตรี ศิษย์ผู้นี้ได้ใช้ศิลปะดนตรีเป็นคำสั่งสอนของอาจารย์เป็นอันมาก อาจารย์กับศิษย์ออกเดินทางไปสั่งสอนตามหัวเมืองต่าง ๆ ในชมพูทวีปภาคเหนือไปถึงแคว้นกุรุเกษตร หริทวาร ปาณิปัต เดลี วรินทรวัน โครักขมาต พาราณสี และตลอดแนวลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร อันเป็นแหล่งกลางของศาสนาฮินดู ขึ้นไปสอนถึงแคว้นแคชเมียร์ และเปษวาร์ในปัจจุบัน

               
การสั่งสอนตามดินแดนดังกล่าวตลอดระยะเวลาสิบสองปี ได้มีผู้มานับถือเป็นจำนวนมากเมื่อได้เห็นผลจากภายนอก คุรุนานักก็เข้ามาสู่แคว้นปัญจาบ อันเป็นถิ่นกำเนิดของตน เมื่อได้สั่งสอนอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง และได้ผลตามความมุ่งหมาย แล้วจึงได้ออกเดินทางลงสู่อินเดียภาคใต้ลงมาถึงแคว้นมัทราช อันเป็นศูนย์กลางของลัทธิเชนแล้วข้ามไปถึงเกาะลังกาได้สั่งสอนลัทธิใหม่ของตนถวายพระราชา พระราชินี แห่งเกาะลังกา และมีหลักฐานว่า คุรุนานักได้เดินทางไปสอนตามหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรอินเดียอีกหลายแห่ง

              
แหล่งสำคัญที่คุรุนานักเดินทางไปสั่งสอนคือ ประเทศอารเบียไปสั่งสอนถึงเมืองเมกกะอันเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามคุรุนานักได้ชื่อว่าเป็นศาสดา ชาวอินเดียคนแรก ที่เดินทางธุดงค์ไปถึงเมืองเมกกะหลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปถึงเมืองเมดินะผ่านเข้าไปถึงเมืองแบกแดด ในดินแดนอิรักณ ที่นั้นได้เปิดการสั่งสอนอีกครั้งหนึ่ง ผู้ฟังทั้งหมดเป็นมุสลิม ระหว่างที่สอนอยู่มีผู้ตะโกนถามว่าท่านเป็นใคร ท่านนับถือศาสนาประเภทไหน คุรุนานักตอบว่า "ข้าพเจ้าคือคุรุ เดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อนำสิ่งสวัสดีมาให้ประชาชน 

ข้าพเจ้าปฏิเสธนิกายในศาสนาต่าง ๆ ทั้งหมด ไม่นับถือนิกายใด พระเจ้าองค์หนึ่งองค์เดียวเท่านั้น เป็นที่นับถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านับถือพระองค์ในแผ่นดินนี้ ในสวรรค์และในที่ทั้งปวง"
              
การเดินทางสั่งสอนของคุรุนานักเป็นหนทางยาวไกลและกันดาร เต็มไปด้วยการผจญภัยเคยถูกทำร้าย และเคยได้รับโทษจากผู้มีอำนาจ เคยมีปาฏิหาริย์ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์เป็นบุคลาธิษฐาน เช่นเดียวกับศาสดาในศาสนาอื่น แม้จะมีอุปสรรคด้วยประการใด คุรุนานักก็มิได้ย่อท้อเป็นผู้ประกอบด้วยขันติธรรม และเมตตาธรรมเป็นที่สุด

              
อวสานของคุรุนานัก  คัมภีร์คันถะ (ครันถ์) ได้พรรณนาอวสานของศาสดาแห่งตนว่า คุรุนานักรู้อวสานของตน เมื่อเวลาใกล้เข้ามาก็ได้มอบธุระการงาน ให้แก่อัครสาวกคนหนึ่งชื่อว่า ลาหินา (Lahina)  ความจริงคุรุนานักตั้งใจจะมอบงานต่าง ๆ ให้บุตรชายแต่บุตรชายของท่าน เคร่งครัดในลัทธิฮินดู ไม่สามารถเปลี่ยนใจมานับถือลัทธิของบิดาได้  มีกล่าวว่า เพราะคุรุนานักไม่สามารถช่วยบุตรของท่านให้นับถือลัทธิที่ท่านประกาศได้ เป็นเหตุให้เกิดวิปฏิสาร เมื่อใกล้ถึงอวสานกาล

              
เมื่อใกล้อวสาน คุรุนานักเหนื่อยอ่อนนัก เข้าไปพักใต้ต้นไม้แห้งต้นหนึ่งที่ตำบลคะเดประ แคว้นปัญจาบ ขณะนั้นต้นไม้แตกใบออกดอกใบเขียวสดไปเต็มต้น เป็นการต้อนรับและบูชาท่านให้เห็นเป็นอัศจรรย์  มีสาวกที่เป็นฮินดู และมุสลิมเข้าประชุมกันคับคั่ง เพื่อคอยพยาบาล  เมื่อเห็นว่าชีวิตของอาจารย์จะต้องสิ้นสุดลง สาวกฝ่ายมุสลิมจึงกล่าวขึ้นว่า ถ้าอาจารย์ถึงอวสาน จะนำศพไปฝังตามพิธีมุสลิม  สาวกฝ่ายฮินดูได้ยินก็ไม่ยอม ค้านว่าจะขอเป็นเจ้าภาพประกอบพิธีศพอาจารย์ ตามธรรมเนียมของฮินดู (เผา)  ท่านคุรุนานักได้ยินสาวกโต้เถียงกัน จึงได้ห้ามไม่ให้วิวาทกัน แล้วขอให้สาวกฝ่ายฮินดูนำดอกไม้มาวางไว้ข้างศพเบื้องขวา ให้พวกมุสลิม
นำดอกไม้มาวางไว้ทางซ้าย  รอไปจนถึงวันรุ่งขึ้นจากเวลาสิ้นลม  ถ้าดอกไม้ของฝ่ายใดบานก่อน ศพของท่านก็จะเป็นของฝ่ายนั้น  ต่อจากนั้นจึงสั่งให้สาวกสาธยายมนต์ ส่วนท่านเองชักผ้ารองพื้นคลุมร่างมิดชิด  ตั้งสติมุ่งหน้าต่อพระเป็นเจ้า มีอัครสาวกพร้อมด้วยสาวกอื่น ๆ จนกระทั่งรุ่งเช้าเปิดผ้าคลุมออกปรากฎว่าร่างของท่านหายไป และดอกไม้ทั้งซ้ายขวาก็บานขึ้นพร้อมกัน เห็นเป็นอัศจรรย์
           
สาวกทั้งสองฝ่ายทำพิธีศพโดยปราศจากศพของท่าน ได้ก่ออนุสาวรีย์ขึ้นเป็นปูชนียสถานไว้ตรงบริเวณสถานที่อวสานของท่านแห่งหนึ่ง

ศาสดาแห่งศาสนาซิกช์

ตามที่ปรากฎในประวัติศาสตร์ มีประมุขแห่งศาสนาซิกข์อยู่สิบท่านด้วยกันคือ
                ๑. คุรุนานัก  ก่อนสิ้นชีพไม่สามารถพึ่งลูกชายสองคนเป็นผู้สืบต่อทางลัทธิได้ ท่านจึงได้ประกาศแต่งตั้งศิษย์ที่รักของท่านคนหนึ่งซึ่งเป็นคนขวั้นเชือกขายชื่อลาหินา (Lahina) เป็นผู้สืบต่อ แต่เนื่องจากศิษย์ผู้

นี้มีการเสียสละต่อท่านคุรุนานักตลอดมา ท่านจึงเปลี่ยนนามให้ใหม่ว่าอังคัต (Angal)  แปลว่า ผู้เสียสละร่างกาย
                ๒. คุรุอังคัต (พ.ศ.๒๐๘๑ - ๒๐๙๕)  ท่านผู้นี้เป็นนักภาษาศาสตร์ สามารถเผยแพร่คำสอนของอาจารย์ไปได้ยิ่งกว่าคุรุคนใด ท่านเป็นคนแรกที่แนะนำสาวกให้นับถือคุรุนานักว่า เป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง
                ๓. คุรุอมาร์ ทาส (Amardas พ.ศ.๒๐๙๕ - ๒๑๑๗)  ท่านเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นคนสุภาพ ได้ตั้งองค์การลัทธิซิกข์ขึ้นมาเป็นอันมาก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งเสริมลัทธิซิกข์ไว้ได้อย่างมั่นคง
                ๔. คุรุรามทาส (Ramsas  พ.ศ.๑๑๑๗ - ๒๑๒๔)  ท่านเป็นผู้สร้างศูนย์กลางของลัทธิซิกข์ไว้แห่งหนึ่งให้ชื่อว่า "หริมณเฑียรคือวิหารซิกข์ไว้ในทะเลสาบเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นลาฮอร์  สถานที่ดังกล่าวเรียกว่า อมฤตสระกลายเป็นที่บำเพ็ญบุญ ศูนย์กลางของลัทธิซิกข์ เช่นเดียวกับเมืองเมกกะ ศูนย์กลางของลัทธิอิสลาม  ท่านได้ตั้งแบบแผนไว้ว่า ผู้สืบต่อตำแหน่งคุรุ จำเป็นต้องเป็นเชื้อสายของตนเอง  ดังนั้นท่านได้แต่งตั้งบุตรชายของท่านเป็นคุรุต่อไป
                ๕. คุรุอรชุน (Arjan พ.ศ.๒๑๒๔ - ๒๑๔๙)  เป็นผู้รวบรวมคัมภีร์ในลัทธิซิกข์ได้มากกว่าผู้ใด  คัมภีร์ที่รวบรวมเก็บจากโอวาทของคุรุทั้งสี่ท่านที่ผ่านมา และได้เพิ่มโอวาทของท่านเองไว้ในคัมภีร์ด้วย  เป็นผู้ออกบัญญัติว่า ชนชาติซิกข์ ต้องแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายของศาสนานิยม ไม่นิยมแต่งตัวด้วยวัตถุมีราคาแพง  ตั้งกฎเกณฑ์เก็บภาษีเพื่อบำรุงศาสนา ได้ชื่อว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิได้อย่างกว้างขวาง เสริมสร้าง หริมณเฑียร ขึ้นเป็น สุวรรณวิหาร  สิ้นชีพในการต่อสู้กับกษัตริย์กรุงเดลี
                ๖. คุรุ หริโควินทะ (Hari Covind  พ.ศ.๒๑๔๙ - ๒๑๘๑)   เป็นคุรุคนแรก ที่สอนให้ชาวซิกข์นิยมดาบ ให้ถือดาบเป็นเครื่องหมายของชาวซิกข์ ผู้เคร่งครัดในศาสนา เป็นผู้ส่งเสริมกำลังทหาร  สั่งสอนให้ชาวซิกข์เป็นผู้กล้าหาญ ต้านทานศัตรู (ซึ่งเข้ามาครองดินแดนอินเดียอยู่ในขณะนั้น)
                เป็นที่น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่สมัยนี้เป็นต้นไป เรื่องของศาสนาซิกข์ เป็นเรื่องของอาวุธ เรื่องความกล้าหาญ เพื่อต่อสู้ศัตรูผู้มารุกรานแผ่นดิน
                ๗. คุรุ หริไร (Hari Rai  พ.ศ.๒๑๘๑ - ๒๒๐๗)  ท่านผู้นี้ได้ทำการบต้านทานโอรังเซฟกษัตริย์มุสลิมในอินเดีย
                ๘. คุรุ หริกิษัน (Hari Kishan  พ.ศ.๒๒๐๗ - ๒๒๑๘)   ได้ดำเนินการเผยแพร่ลัทธิด้วยการต่อต้านกษัตริย์โอรังเซฟ เช่นเดียวกับ คุรุ หริไร
                ๙. คุรุ เทคพาหาทูร์ (Tegh Bahadur  พ.ศ.๒๒๑๘ - ๒๒๒๙)   เป็นนักรบที่แกล้วกล้า สามารถต้านทานการรุกรานของกษัตริย์อิสลาม ที่เข้ามาครอบครองอินเดีย และข่มขู่ศาสนาอื่น ท่านได้เผยแพร่ศาสนาซิกข์ ออกไปได้กว้างขวาง สุดเขตตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย และแผ่มาทางใต้จนถึงเกาะลังกา ท่านได้ต้านทานอิสลามทุกทาง พวกมุสลิมในสมัยนั้นไม่กล้าสู้รบกับคุรุท่านนี้ได้ 
 

                ๑๐. คุรุ โควินทสิงห์ (Covind Singh พ.ศ.๒๒๒๙ - ๒๒๕๑)   เป็นบุตรของคุรุเทคพาหาทูร์ เป็นผู้ริเริ่มตั้งบทบัญญัติใหม่ในศาสนาซิกข์ ด้วยวิธีปลุกใจสานุศิษย์ให้เป็นนักรบ ต่อต้านกษัตริย์มุสลิม ผู้เข้ามาข่มขี่ศาสานาอื่น เพื่อจรรโลงชาติ  ท่านได้ตั้งศูนย์กลางการเผยแพร่ลัทธิซิกข์อยู่ที่เมืองดัคคา (Dacca)  และแคว้นอัสสัมในเบงกอลตะวันออก ท่านได้ประกาศแก่สานุศิษย์ทั้งหลายว่า ทุกคนควรเป็นนักรบต่อสู้กับศัตรู เพื่อจรรโลงชาติ ศาสนาของตน  ซิกข์ทุกคนต้องเป็นคนกล้าหาญ  คำว่า "สิงห์" อันเป็นความหมายของความกล้าหาญ เป็นชื่อของบรรดาสานุศิษย์แห่งศานาซิกข์มาตั้งแต่ครั้งนั้น และ "สิงห์" ทุกคนต้องรวมเป็นครอบครัวบริสุทธิ์
            คุรุโควินทสิงห์  เป็นผู้ริเริ่มลัทธิศีลจุ่ม (Baptismal Rite)  ขึ้นในลัทธิซิกข์ เป็นผู้ริเริ่มประกอบพิธีให้ผู้มาเป็นสานุศิษย์ ด้วยวิธีประพรมน้ำมนต์ และวิธีให้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีดาบคมแช่ไว้ เป็นเครื่องหมายว่าผู้ดื่มน้ำต้องเป็นผู้กล้าหาญ  น้ำดังกล่าวนี้เรียกว่า "น้ำอมฤต" ผู้ได้ดื่มเท่ากับถึงความบริสุทธิ์ พร้อมที่จะออกรบเพื่อจรรโลงชาติ ศาสนา
            ประวัติประกอบเรื่องลัทธิพิธี "ศีลจุ่ม" มีอยู่ว่า กษัตริย์มุสลิมผู้เรืองอำนาจคือ โอรังเซฟ  ได้เข้ามาครอบครองอินเดีย ข่มขู่ชาติศาสนาอื่น ไม่มีนักรบอินเดียเหล่าใดจะปราบปรามโอรังเซฟได้  คุรุโควินทสิงห์ จึงฝึกสานุศิษย์ขึ้นหมู่หนึ่ง ทำสัตย์ปฎิญาณจะต่อสู้กับศัตรู ซึ่งมีกำลังมากกว่า โดยให้ตักน้ำจากแม่น้ำหม้อหนึ่ง เทน้ำนั้นลงในภาชนะใหญ่ใบหนึ่ง แล้วเอาดาบประจำตัวของท่านคุรุมากวนน้ำ บริกรรมมนต์อันเป็นศาสโนวาทของคุรุ แต่เก่าก่อนเรียกน้ำนั้นว่า น้ำอมฤต แล้วรดน้ำอมฤตลงบนศีรษะของศิษย์ และให้จิบน้ำสามครั้ง นับเป็นการรับศีลอกาลี (ไม่มีกาล - เป็นนิรันดร อันเป็นสรรพนามของพระเจ้า) ที่บัญญัติขึ้นใหม่
            จากนั้น ท่านคุรุ จะให้ศีล ๒๑ ข้อ เป็นศีลประจำชีวิตของศิษย์ทุกคนคือ
                ๑. นับถือคุรุทุกคนเป็นมิตร และถือตนเป็นบุตรแห่งศาสนานั้น
                ๒. นับถือเมืองปาตลีบุตร และกานันทปุระ ว่าเป็นปูชนียสถานที่เกิดของศาสนา
                ๓. เลิกถือชั้น วรรณะ
                ๔. ห้ามทะเลาะวิวาทระหว่างศิษย์ด้วยกัน
                ๕. พยายามพลีชีพในสนามรบ
                ๖. บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามประการคือ
                        - พระเป็นเจ้า ผู้เป็นสัจจะ เป็นศรีและเป็นอกาล
                        - ศาสโนวาทของคุรุทั้งหลาย
                        - ความบริสุทธิ์
                ๗. มี  "ก" ห้าประการไว้กับตน คือ กฑา (กำไลเหล็ก)  กัจฉา (กางเกงขาสั้น)  เกศ (ผม)  กังฆา (หวี)  กฤปาณ (ดาบ)        

               ๘. เว้นจากการพูดเท็จ
                ๙. เว้นจากความโลภ โกรธ หลง และนับถือภรรยาท่านเสมอด้วยมารดา
                ๑๐. เว้นจากการเกี่ยวข้องกับผู้เป็นปรปักษ์ต่อศาสนา
                ๑๑. ผู้ใดไม่ส่งเสริมการรบไม่คบกับผู้นั้น
                ๑๒. ห้ามใช้สีแดง เช่น เสื้อผ้าสีแดง  (เนื่องจากสีแดง เป็นเครื่องหมายแห่งความรัก และเมตตาอันเป็นอารมณ์ที่ขัดต่อนิสัยนักรบ)
                ๑๓. ให้ใช้นามสกุล "สิงห์" ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                ๑๔. ห้ามเปลือยศีรษะ นอกจากเวลาอาบน้ำ
                ๑๕. เว้นจากการเล่นการพนัน
                ๑๖. ห้ามตัดหรือโกนผม หนวดและเครา
                ๑๗. ห้ามเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้เบียดเบียนชาติศาสนา
                ๑๘. ให้ถือว่าการขี่ม้า ฟันดาบและมวยปล้ำเป็นกิจที่ต้องทำเป็นนิจ
                ๑๙. ให้ถือว่าเกิดมาเพื่อทำความสุขให้ผู้มีทุกข์ และทำความเจริญให้แก่ชาติศาสนา
                ๒๐. เว้นจากการหรูหราโดยไร้สาระ
                ๒๑. ให้ถือว่าการส้องเสพกับพระเป็นเจ้าผู้เป็นอกาล และการสักการะบูชาผู้เป็นแขกเป็นกิจที่ควรทำเป็นประจำ


คัมภีร์ของศาสนา
            คัมภีร์ของศาสนาซิกข์เรียกว่า ครันถ - ซาหิปหรือคันถะ (ในภาษาบาลี) หมายความว่าคัมภีร์หรือหนังสือ ส่วนใหญ่เป็นคำร้อยกรองสั้นๆ รวม ๑,๔๓๐ หน้า มีคำไม่น้อยกว่าล้านคำ มี ๕,๘๙๔ โศลก โศลกเหล่านี้เข้ากับทำนองสังคีตได้ถึง๓๐ แขนง ปันเป็นเล่มได้ ๓๗ เล่ม ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์มีอยู่หกภาษาหลักคือ ปัญจาบี (ภาษาประจำแคว้นปัญจาปอันเป็นถิ่นเกิดของศาสนา) มุลตานี เปอร์เซียน ปรากริตฮินดีและมารถี
            ศาสนิกซิกข์โบราณประมาณร้อยละ ๙๐ เช่นเดียวกับศาสนิกในศาสนาอื่น ที่ไม่เคยรอบรู้คัมภีร์ของศาสนาของตนดังนั้น คัมภีร์จึงกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถแตะต้องได้ที่หริมณเฑียร หรือสุวรรณวิหาร ในเมืองอมฤตสรา แคว้นปัญจาป มีสถานที่ประดิษฐานคัมภีร์ถือเป็นศูนย์กลางศาสนาซิกข์
            ในวิหารของศาสนาซิกข์ไม่บังคับให้มีรูปเคารพนอกจากคัมภีร์  ให้ถือว่าคัมภีร์นั้นคือ ตัวแทนของพระเจ้า ทุกเวลาเช้า ผู้รักษาวิหาร จะนำผ้าปักดิ้นราคาแพงมาหุ้มห่อคัมภีร์ เป็นการเปลี่ยนผ้าคลุมทำความสะอาด วางคัมภีร์ลงบนแท่นภายในม่าน ซึ่งปักด้วยเกล็ดเพชร ก่อนพิธีสวดในเวลาเช้า ครั้นตกเย็นก็นำคัมภีร์ไปประดิษฐานไว้บนตั่งทองในห้องพิเศษ ไม่ยอมให้ฝุ่นละอองจับต้องได้
            คัมภีร์เดิมหรือช่วงแรกของศาสนานี้เรียก อาทิคันถะ รวบรวมโดยคุรุท่านที่ห้าคือคุรุอรชุน (เทพ) 
 

ประมวลจากนานาโอวาทซึ่งคุรุท่านแรกคือคุรุนานัก และโอวาทของคุรุท่านต่อ ๆ มา พร้อมทั้งวาณี (คำภาษิต) ของภคัตคือ ปราชญ์ผู้ที่มีความภักดีอย่างยิ่งต่อลัทธินี้อีก ๑๑ ท่านและมีวาณีของภคัตผู้มีอาชีพประจำสกุล มารวมไว้ในอาทิคันถะด้วย
            ในเวลาต่อมาได้มีการรวบรวมโอวาทของคุรุอีกครั้งหนึ่ง โดยคุรุโควินทสิงห์ได้รวบรวมโอวาทของคุรุเทบาหาภูร์รวมเป็นคัมภีร์คันถ - ชาหิป อันสมบูรณ์


จริยธรรมของซิกข์
            คำสอนตามคัมภีร์คันถ - ชาหิป ซึ่งบรรดาท่านคุรุทั้งหลายได้ประกาศไว้เกี่ยวกับจริยธรรมอันเป็นเครื่องยังสังคม และประเทศชาติให้มั่นคงอยู่ได้ และยังจิตใจของผู้ปฏิบัติให้บรรลุถึงความผาสุกขั้นสุดท้ายได้ มีนัยโดยสังเขปคือ
            เกี่ยวกับพระเจ้า  "รูปทั้งหลายปรากฏขึ้นตามคำสั่งของพระเจ้า (อกาลปุรุษ)  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายอุบัติมาตามคำสั่งของพระเจ้า  บุตรธิดาจะได้รู้ถึงกำเนิดบิดามารดาได้อย่างไร โลกทั้งหมดร้อยไว้ด้วยเส้นด้ายคือ คำสั่งของพระเจ้า"
                "มนุษย์ทั้งหลายมีพระบิดาผู้เดียว เราทั้งหลายเป็นบุตรของท่าน เราจึงเป็นพี่น้องกัน"
                "พระเจ้าผู้สร้างโลก (อกาลปุรุษ) สิงสถิตย์อยู่ในสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าสร้างและสิ่งทั้งหลายก็อยู่ในพระเจ้า"
                "อ้าหล่า (อัลลอห์) ได้สร้างแสงสว่างเป็นครั้งแรก สัตว์ทั้งหลายอุบัติมา เพราะศักดิ์ของอ้าหล่า  สิ่งที่อ้าหล่าสร้างขึ้น เกิดมาแต่แสงสว่างนั้นเองจึงไม่มีใครสูง ไม่มีใครต่ำ ใครจะไม่ถามถึงวรรณะ และกำเนิดของท่าน ท่านจงแสวงหาความจริง ซึ่งพระเจ้าแสดงแก่ท่านวรรณะ และกำเนิดของท่านเป็นไปตามจารีตของท่านเอง"
                "อย่าให้ใครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผู้ซึ่งรู้จักพรหมนั่นแหละเป็นพราหมณ์ อย่าถือตัว เพราะวรรณะความถือตัวเช่นนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่ว ฯลฯ "
                "คนทั้งหลาย บ้างก็เป็นอุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ตุรกี ฯลฯ บางคนเป็นอิมานซาฟี จึงถือว่าคนทั้งหลายเป็นวรรณะเดียวกันหมด กรฺตา (ผู้สร้างโลกตามสำนวนฮินดู) และกรีมฺ (อ้าหล่าตามสำนวนมุสลิม) เป็นผู้เดียวกัน เป็นผู้เผื่อแผ่ประทานภัยอย่าเข้าใจผิด เพราะความสงสัย และเชื่อไปว่ามีพระเจ้าองค์ที่สอง ทั้งหลายจงปฏิบัติแด่พระเจ้าองค์เดียว คนทั้งหลายย่อมมีพระเจ้าเดียว ท่านจงรู้ไว้ซึ่งรูปเดียว และวิญญาณเดียว"
           เกี่ยวกับการสร้างโลก  ซิกข์สอนว่า แต่เริ่มแรกมีแต่อกาลบุรุษ ต่อมามีหมอกและกาซหมุนเวียนอยู่ได้ล้านโกฏิปี จึงมีธรณีดวงดาวน้ำ อากาศ ฯลฯ อุบัติขึ้นมา มีชีวิตอุบัติขั้นมาบนสิ่งเหล่านี้นับด้วยจำนวน 
,๔๐๐,๐๐๐ ชนิด มนุษย์มีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาสบำเพ็ญธรรม เป็นการฟอกดวงวิญญาณให้สะอาด อันเป็นหนทางให้หลุดพ้นจากการเกิดการตาย
            ซิกข์สอนว่าโลกมีมากต่อมาก ดวงสุริยะ ดวงจันทร์ ก็มีมากต่อมาก อากาศและอวกาศก็กว้างใหญ่ไพศาลอันผู้มีกิเลสยากที่จะหยั่งรู้ได้
            เกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคม  ซิกข์สอนว่า
                ๑. ให้ตื่นแต่เช้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนรุ่งอรุณ
                ๒. ตื่นแล้วให้บริกรรมทางธรรมเพื่อฟอกจิตใจให้สะอาด
                ๓. ให้ประกอบสัมมาชีพ
                ๔. ให้แบ่งส่วนของรายได้ ๑๐ ส่วน มอบให้แก่กองการกุศล
                ๕. ให้ละเว้นการเสพของมึนเมา ประพฤติผิดประเวณี
            เกี่ยวกับประเทศชาติ  ศาสนาซิกข์ตั้งขึ้นโดยคุรุนานัก ผู้มองเห็นภัยที่ประเทศชาติกำลังได้รับอยู่จากคนต่างชาติ และคนในชาติเดียวกัน จึงได้ประกาศธรรมสั่งสอนคน เพื่อความดำรงอยู่ของชาติ  คุรุวาณีของท่าน เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้รับฟังมีความสามัคคีมีความรักชาติ โดยไม่เกลียดชาติอื่น
                ต่อมาในสมัยคุรุโควินทสิงห์ ท่านได้สั่งสอนให้ชาวซิกข์เป็นทหารหาญ เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อชาติ  คุรุหลายท่านเช่นคุรุอรชุนเทพ และคุรุเทคบาหาทูร์ ได้สละชีพเพื่อชาติ และศาสนา และบางท่านสละชีพ เพื่อป้องกันศาสนาฮินดู กล่าวคือ
                    - คุรุอรชุนเทพ  ถูกกษัตริย์อิสลามคือ ชาหันคีร์บังคับไม่ให้ท่านประกาศศาสนา ท่านถูกจับขังที่ป้อมเมืองลาฮอร์ถูกทรมานให้นั่งบนแผ่นเหล็กเผาไฟ และถูกโบยด้วยทรายคั่วร้อนบนร่าง กษัตริย์ชาหันคีร์บังคับให้ท่านเลิกประกาศศาสนาซิกข์ และหันมาประกาศาสนาอิสลามแทน แต่ท่านไม่ยอมทำตาม จึงถูกนำตัวไปใส่หม้อต้ม และถูกนำตัวไปถ่วงในแม่น้ำระวี จนเสียชีวิต เมื่อปี พ.ศ.๒๑๔๙
                    - คุรุเทคบาหาทุร  ถูกกษัตริย์อิสลามประหาร เพราะเรื่องการประกาศศาสนาซิกข์เช่นกัน
                    ในการกู้เอกราชของประเทศอินเดีย ปรากฎว่าชาวซิกข์ได้สละชีวิตเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก
            เกี่ยวกับฐานะของสตรี  ศาสนาซิกข์ยกสตรีให้มีฐานะเท่าบุรุษ สตรีมีสิทธิในการศึกษา ร่วมสวดมนต์ หรือเป็นผู้นำในการสวดมนต์เท่ากับบุรุษทุกประการ  คุรุนานักให้โอวาทแก่พวกพราหมณ์ผู้เคร่งในวรรณะสี่ไว้ว่า
                "พวกท่านประนามสตรีด้วยเหตุใด สตรีเหล่านี้เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ราชา คุรุศาสดา และแม้แต่ตัวท่านเอง"
            เกี่ยวกับเสมอภาพ และเสรีภาพ  คุรุนานักสอนว่า "โลกทั้งหมดเกิดจากแสงสว่างอันเดียวกันคือ (พระเจ้า) จะว่าใครดีใครชั่วกว่ากันไม่ได้" 

            คุรุโควินท สิงห์ สอนว่า สุเหร่า มณเฑียร วิหาร เป็นสถานที่บำเพ็ญธรรมของคนทั้งหลายเหมือนกัน ที่เห็นแตกต่างกันบ้าง เพราะความแตกต่างแห่งกาละและเทศะ
            วิหารของซิกข์มีประตูสี่ด้าน หมายความว่าเปิดรับคนทั้งสี่ทิศคือไม่จำกัดชาติศาสนา เพศ หรือวรรณะใด ในการประชุมทางศาสนาทุกคน ได้รับการปฏิบัติที่เสมอภาค ผู้แจกหรือผู้รับแจกอาหารจากโรงทานของกองการกุศล จะเป็นคนในวรรณะใด ๆ ชาติใดก็ได้คนทุกฐานะ ต้องนั่งกินอาหารในที่เสมอหน้ากัน
            เรื่องของโรงอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากของศาสนสถาน คุรุรามทาส ได้ตั้งกฎไว้ว่า ใครจะเข้าพบท่านต้องรับอาหารจากโรงทานเสียก่อน เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นประจักษ์ว่า รับหลักการเสมอภาพของท่านคุรุ  ครั้งหนึ่งอักบาร์มหาราชไปพบท่านเห็นท่านนั่งกินอาหารในที่เดียวกับสามัญชน ทำให้อักบาร์มหาราชพอพระทัย ถวายเงินปีแด่ท่านคุรุผู้นี้
            อีกประการหนึ่งจะเป็นผู้ใดก็ตามจะต้องปฏิบัติสังคีต (พิธีชุมนุมศาสนิก) ด้วยมือของตนเองคือต้องเช็ดรองเท้า ตักน้ำ ทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่มีใครได้รับยกเว้นเป็นพิเศษ ผู้ใดปฏิบัติตามได้มาก ยิ่งเป็นซิกข์ที่ดีมาก


ศาสนาซิกข์เข้าสู่ประเทศไทย

            ชาวซิกข์ส่วนมากยึดอาชีพค้าขายอิสระ บ้างก็แยกย้ายถิ่นฐานทำมาหากินไปอยู่ต่างประเทศบ้าง ก็เดินทางไปมาระหว่างประเทศ ในบรรดาชาวซิกข์ดังกล่าว มีพ่อค้าชาวซิกข์ผู้หนึ่งชื่อ นายกิรปาราม  มาคาน ได้เดินทางไปประเทศอัฟฆานิสถาน เพื่อหาซื้อสินค้าแล้วนำไปจำหน่ายยังบ้านเกิด  สินค้าที่ซื้อครั้งหนึ่ง มีม้าพันธุ์ดีรวมอยู่ด้วยหนึ่งตัว  เมื่อขายสินค้าหมดแล้ว ได้เดินทางมาแวะที่ประเทศสยาม โดยได้นำม้าตัวดังกล่าวมาด้วย เขาได้มาอาศัยอยู่ในพระบรมโพธิสมภาร ของพระมหากษัตริย์สยาม ได้รับความอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อเขามีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เขาจึงได้กราบบังคมทูลน้อมเกล้า ฯ ถวายม้าตัวโปรดของเขาแด่พระองค์ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเห็นในความจงรักภักดีของเขา พระองค์จึงได้พระราชทานช้างให้เขาหนึ่งเชือก ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในระหว่างเดินทางกลับอินเดีย

            เมื่อเขาเดินทางกลับมาถึงอินเดียแล้วเห็นว่า ของที่เขาได้รับพระราชทานมานั้น สูงค่าอย่างยิ่งควรที่จะเก็บรักษาให้สมพระเกียรติยศแห่งพระเจ้ากรุงสยาม จึงได้นำช้างเชือกนั้นไปถวายพระราชาแห่งแคว้นแคชเมียร์ และยำมูพร้อมทั้งเล่าเรื่องที่ตนได้เดินทางไปประเทศสยาม ได้รับความสุขความสบายจากพี่น้องประชาชนชาวสยาม ซึ่งมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองด้วยทศพิธราชธรรมเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของประชาชน ถวายการขนานนามของพระองค์ว่า พระปิยมหาราช
            พระราชาแห่งแคว้นแคชเมียร์ได้ฟังเรื่องราวแล้วก็มีความพอพระทัยอย่างยิ่ง ทรงรับช้างเชือกดังกล่าวเอาไว้แล้วขึ้นระวางเป็นราชพาหนะต่อไป พร้อมกับมอบแก้วแหวนเงินทอง ให้นายกิรปารามมาดาม เป็นรางวัล จากนั้นเขาก็ได้เดินทางกลับบ้านเกิด ณ แคว้นปัญจาป แต่ครั้งนี้เขาได้รวบรวมเงินทอง พร้อมทั้งชักชวนเพื่อนพ้อง ให้ไปตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงสยามตลอดไป
            ต่อมาไม่นานผู้คนที่เขาได้ชักชวนไว้ก็ทยอยกันมาเรื่อย ๆ ดังนั้นศาสนสถานแห่งแรกจึงได้ถูกกำหนดขึ้น โดยศาสนิกชนชาวซิกข์ ได้เช่าเรือนไม้หนึ่งคูหาที่บริเวณบ้านหม้อ หลังโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุงปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๕ มาตบแต่งให้เหมาะสม เพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ
            ต่อมาเมื่อสังคมซิกข์เติบโตขึ้น จึงได้ย้ายสถานที่จากที่เดิมมาเช่าบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม ณ บริเวณหัวมุมถนนพาหุรัด และถนนจักรเพชรปัจจุบัน แล้วได้อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อาทิครันถ์ มาประดิษฐานเป็นองค์ประธาน มีการสวดมนต์ปฏิบัติศานกิจเป็นประจำทุกวันไม่มีวันหยุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๖ เป็นต้นไป จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๕ ศาสนิกชนชาวซิกข์จึงได้รวบรวมเงิน เพื่อซื้อที่ดินผืนหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นจำนวนเงิน ๑๖,๒๐๐ บาท และได้ก่อสร้างอาคารเป็นตึกสามชั้นครึ่ง ด้วยเงินจำนวนอีกประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท เป็นศาสนสถานถาวรใช้ชื่อว่า ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๖
            ต่อมาเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา ศาสนสถานแห่งนี้ถูกระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรถึงสองลูกเจาะเพดานดาดฟ้าลงมาถึงชั้นล่างถึงสองชั้น แต่ลูกระเบิดดังกล่าวด้าน แต่ก็ทำให้ตัวอาคารร้าว ไม่สามารถใช้งานได้ หลังจากได้ทำการซ่อมแซมมาระยะหนึ่ง อาคารดังกล่าวใช้งานได้ดังเดิม และได้ใช้ประกอบศาสนกิจมาจนนถึงปัจจุบัน
            ต่อมาเมื่อศาสนิกชนชาวซิกข์มีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ จึงต่างก็แยกกย้ายไปประกอบกิจการค้าขายตามหัวเมืองต่าง ๆ อย่างมีสิทธิเสรีภาพยิ่ง และทุกแห่งที่ศานิกชนชาวซิกข์ไปอาศัยอยู่ก็จะร่วมกันก่อตั้งศาสนสถาน เพื่อประกอบศาสนกิจของตน ปัจจุบันมีศาสนสถานของชาวซิกข์ที่เป็นสาขาของสมาคมอยู่ ๑๗ แห่ง คือ ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ศูนย์รวมซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทย) กรุงเทพ ฯ และตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ อีก ๑๖ แห่งคือ จังหวัดนครสวรรค์ ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี นครพนม อุบลราชธานี ชลบุรี (พัทยา) ภูเก็ต ตรัง สงขลา (อำเภอเมือง ฯ ) สงขลา (อำเภอหาดใหญ่) ยะลา และจังหวัดวปัตตานี

            ในปี พ.ศ.๒๕๒๕ มีศาสนิกชนชาวซิกข์อยู่ในประเทศไทยประมาณสองหมื่นคน ทุกคนต่างมุ่งประกอบสัมมาอาชีพอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งพระมหากษัตริย์ไทย ด้วยความมั่งคั่งสุขสงบทั้งกายและใจ โดยทั่วหน้า
            สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ศูนย์รวมซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทย)  ได้อบรมสั่งสอนกุลบุตรกุลธิดาให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ดีมีศีลธรรม รู้จักรักษาขนบยธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ละเว้นจากสิ่งเสพย์ติดทั้งปวง ดำเนินการอุปการะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ต่อผู้ประสบทุกข์ยากอยู่เสมอมิได้ขาด
            จัดสร้างโรงเรียนซิกข์วิทยา ที่สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ มีห้องเรียน ๔๐ ห้อง มีนักเรียน ๓๐๐ คน ทั้งชายและหญิง สอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ
            จัดสร้างสถานพยาบาล คลีนิคมานักมิชชัน เพื่อเปิดการรักษาพยาบาล มีคนไข้ที่ยากจนเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียเงิน โดยไม่จำกัดชั้น วรรณะ และศาสนา แต่ประการใด
            เปิดบริการห้องสมุดนานัก บริการหนังสือต่าง ๆ ทั้งในภาคภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาปัญจาบี
            เปิดสถานสงเคราะห์คนชรา เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากจน ขัดสน และขาดแคลนผู้อุปการะ
            จัดตั้งมูลนิธิพระศาสดา คุรุนานักเทพ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒ นำดอกผลมาสงเคราะห์นักเรียนที่เรียนดี แต่ขัดสนทุนทรัพย์
            ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคมในด้านต่าง ๆ กับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมการศาสนา  สภากาชาดไทย  มูลนิธิเด็กพิการ  มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน  สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ศาสนิกชนศาสนาต่าง ๆ  เชิญชวนให้ชาวซิกข์ออกบำเพ็ญตนเพื่อให้ประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม  อบรมซิกข์ศาสนิกชนให้เป็นคนดี มีศีลธรรม ประกอบสัมมาอาชีพ  ดำเนินชีวิตอย่างสมถะไม่ฟุ้งเฟ้อ  รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สังคมส่วนรวม โดยไม่คำนึงถึงชาติ ศาสนา ตลอดจนชั้นวรรณะ  ยึดมั่นในธรรม  ดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของคุณงามความดีตลอดไป

.........................................................................................

           

 

Tags : ศาสนาในประเทศโลก

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

view