http://buranon.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com
 

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ13/04/2010
อัพเดท01/04/2014
ผู้เข้าชม67,814
เปิดเพจ119,600

ธรรมเนียมทหาร

หน่วยทหารช่าง

ข้อสอบวัตถุระเบิด

ทางหลวงหมายเลข 410และ4066

ข้อสอบทหารช่าง

ศาสนาในประเทศไทย

Alternative content

iGetWeb.com

ธรรมเนียมทหารแต่ละภาค

 

แบบธรรมเนียมทหาร พ.ศ.2535

 

ภาค  1  ว่าด้วยการปกครอง  พรบ.  เครื่องแบบทหาร  พ.ศ. 2477

            1. เครื่องแบบทหาร  หมายถึง เครื่องแต่งกายทหารทั้งหลายที่ได้กำหนดให้ทหารแต่ง

            2.เครื่องแบบทหาร ย่อมประกอบด้วย  หมวก (11) เสื้อ (10) กางเกง (5) รองเท้า (4) เครื่องหมายของเหล่า จำพวก สังกัดและอื่น ๆ กับเครื่องประกอบต่าง ๆ

            3. ผู้ใดแต่งเครื่องแบบทหารตาม พรบ.นี้ หรือแต่งเครื่องแบบทหาร ยังคงใช้ ในราชการอยู่ โดยมิได้มีสิทธิจะแต่งได้  โดยชอบด้วยกฎหมาย มีความผิดต้องโทษ จำคุก ตั้งแต่ 3 เดือน – 5 ปี ถ้ากระทำระหว่าง ประกาศกฏอัยการศึก ต้องโทษจำคุก 1 ปี – 10 ปี

            4. ผู้ใดแต่งกาย โดยใช้เครื่องแต่งกาย คล้ายเครื่องแบบทหาร อันอาจนำความดูหมิ่น  เกียจชัง  หรือนำความเสื่อมเสียมาสู่ราชการ อันอาจให้บุคคลอื่น  หลงเชื่อว่าเป็นทหาร ผู้นั้นต้องโทษปรับไม่เกิน  200  บาท  ถ้ากระทำระหว่างประกาศกฏอัยการศึก ในเวลาบ้านเมืองมีเหตุฉุกเฉินก็ดี หรือผู้กระทำผิดทางอาญา ก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องโทษจำคุก 1 ปี ถึง 10 ปี ว่าด้วยสิทธิและโอกาสในการแต่งกายเครื่องแบบทหาร

            5. ทหารกองประจำการ  นักเรียนทหาร และทหารประจำการ แต่งเครื่องแบบได้ทุกโอกาส

            6. ผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง  เป็นว่าที่ยศนายทหารชั้นสัญญาบัตรชั้นใด ให้แต่งเครื่องแบบประดับเครื่องหมาย เช่นเดียวกับนายทหารสัญญาบัตรชั้นนั้น

           7. นายทหารนอกกอง ราชองค์รักษ์พิเศษ นายทหารพิเศษ  และผู้บังคับการพิเศษ  มีสิทธิแต่งเครื่องแบบทหาร เช่นเดียวกับทหารประจำการได้ทุกโอกาส

            8. พลทหารและนายทหารประทวนนอกประจำการ แต่งเครื่องแบบทหารได้เฉพาะโอกาสต่อไปนี้

                   1. ถูกเรียกระดมพล

                   2. ถูกเรียกเข้ารับราชการทหาร

            9. พลทหารและนายทหารประทวนนอกประจำการ ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ หรือ เหรียญชัยสมรภูมิ  หรือเหรียญอื่นใด ซึ่งผู้ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับ ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญดังกล่าว  และมีสิทธิแต่งเครื่องแบบทหาร  เฉพาะในโอกาสที่ได้ไปร่วมงาน 

                   1. งานพระราชพิธี หรือ รัฐพิธี 

                   2. งานต่าง ๆ ของทหาร

                   3. งานซึ่งเกี่ยวกับราชการ

                   4. งานพิธีอันมีเกียรติทั่ว ๆ ไป 

            10. นายทหารสัญญาบัตรนอกประจำการ มีสิทธิแต่งเครื่องแบบได้ทุกโอกาส

            11. การแต่งกายดังกล่าว (ตามข้อ 9,10) ให้เป็นไปตามกฏหมาย ข้อบังคับ ผู้ใดฝ่าฝืน หรือกระทำผิด หรือประพฤติตนไม่สมเกียรติ  ของทหารที่หมดสิทธิในการแต่งเครื่องแบบทหาร ตั้งแต่วันที่ทางราชการ สั่งห้ามว่าด้วยการคาดกระบี่   การใช้ถุงมือ และการใช้ผ้าพันแขน

 

        12. ในโอกาสต่อไปนี้ ให้นายทหารสัญญาบัตร  นายดาบ  จ่า นายสิบ พันจ่า  และพันจ่าอากาศ คาดกระบี่ด้วยเสมอ

                   1. คุมหรือประจำแถวเป็นทหารกองเกียรติยศ หรือเวลาแห่นำ หรือแห่ตามเสด็จ

                   2. คุมหรือประจำแถวรับการตรวจพลสวนสนามซึ่งกระทำเป็นพิเศษ และมิได้ต่อเนื่องกับการฝึกอย่างอื่น

                   3. ไปในงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี   ตามหมายกำหนดการ  หรือเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในโอกาศต่าง ๆ ที่เป็นทางราชการ เว้ณแต่ในงานสโมสรสันนิบาตร

                   4. ใช้ในงานพิธีกระทำสัตย์ปฏิญานตนของทหาร

                   5. เป็นตุลาการศาลทหาร เวลาพิจารณาคดี    ที่ตั้งศาลปกติ

                   6. ไปในงาน ฌาปนกิจศพทหาร  หรือตำรวจ หรืองานฝังศพทหาร หรือตำรวจ ตามประเพณี สิทธิ หรือศาสนาที่ไม่เผาศพ

            13. นอกจากนี้ถ้าเป็นกิจการภายใน  รมต.กลาโหม หัวหน้าส่วนราชการ ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม   ผบ.ทบ., ผบ.ทร. , ผบ.ทอ. จะสั่งให้คาดกระบี่เป็นการเฉพาะก็ได้

            14. ในโอกาสต่อไปนี้ ให้นายทหารสัญญาบัตรใช้ถุงมือสีขาวหรือสีนวล หรือสีน้ำตาล

            15. ในโอกาสต่อไปนี้ให้นายทหารสัญญาบัตรใช้ถุงมือสีขาวหรือสีนวลด้วยเสมอ

                   1. ในโอกาสที่กำหนดให้คาดกระบี่

                   2. ในโอกาสที่กำหนดให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

            16. ในโอกาสอื่นนอกจากนี้ ให้ทหารและนักเรียนนายทหารใช้ถุงมือสีน้ำตาลได้  เช่น ขี่ม้า ขับขี่รถ

            17. ผ้าพันแขนทุกข์สีดำใช้สำหรับเครื่องแบบทหารนั้นมีขนาดกว้าง  ระหว่าง  7 ซม.และ 10 ซม. และให้พันรอบแขนเสื้อข้างซ้าย  เหนือศอกพองาม

            18. ให้นายทหารชั้นสัญญาบัตร นายดาบ นักเรียนนายทหาร จ่านายสิบ  พันจ่า  พันจ่าอากาศ  พันผ้าแขนทุกข์ประกอบเครื่องแบบทหารได้ด้วย

            19. กรณีต่อไปนี้ให้งดใช้ผ้าพันแขนทุกข์

                   1. เมื่อสวมเครื่องแบบที่ใช้เสื้อคอพับ และเครื่องแบบสโมสร

                   2. เมื่ออยู่ในแถวหรือเป็นผู้ควบคุมแถว  เว้ณแต่จะมีหมายกำหนดการหรือคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้ไว้ทุกข์

            20. นายทหารมีสิทใช้ผ้าพันแขนทุกข์ ได้ในขณะที่ไปอยู่ต่างประเทศ หากจำเป็นต้องไว้ทุกข์ก็ให้ปฏิบัติได้ เว้ณแต่การไว้ทุกข์ในต่างประเทศนั้น มีต่างจากที่กล่าวมาแล้ว จึงให้ปฏิบัติตามควรแก่แบบธรรมเนียมของประเทศนั้น ๆ ว่าด้วยการใช้เสื้อคลุม  เสื้อปริญญา และเครื่องหมายพิเศษบางอย่าง 

            21. ทหารผู้ใดได้รับเสื้อคลุมหรือปริญญา ให้สวมทับเครื่องแบบทหารได้ในโอกาสตามที่กำหนด ไว้ในระเบียบการใช้เสื้อนั้น

            22. ทหารที่ทำการรบหรือเข้าร่วมการรบ ภายในหรือภายนอกประเทศให้ใช้เครื่องหมายพิเศษตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดเฉพาะครั้งคราว

            23. หน่วยทหารใดมีเกียรติประวัติและตำนานอันดีเด่นมีความยกย่องเป็นพิเศษ  กระทรวงกลาโหมอาจสั่งให้ทหารหน่วยนั้น ประดับแผ่นติดใหล่ ซึ่งมีสัญลักษณ์ตามที่กำหนดที่ไหล่เสื้อข้างซ้าย ในโอกาสแต่งเครื่องแบบตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

            24. ทหารที่ไปราชการหรือศึกษา    ต่างประเทศที่อยู่นอกอาณาจักรให้ใช้เครื่องหมายติดไหล่รูปอาร์ม ทำด้วยสักราช กว้าง  7 ซม. สูง 85 ซม. ส่วนบนมีอักษรโลมันสีขาว ว่าเป็น  THAILAND บนแถบสีน้ำเงินดำ สูง 2 ซม. ยาวตลอดส่วน กว้างของรูปอาร์ม ส่วนล่างเป็นแถบลายไตรรงค์ธงชาติ กางตั้งเย็บติดที่ไหล่เสื้อข้างซ้ายห่างจากตะเข็บไหล่ 2 ซม. 

เมื่อใช้เครื่องหมายนี้ไม่ให้ใช้เครื่องหมายแผ่นติดไหล่อื่น ทีแขนเสื้อข้างขวา

            25. ทหารที่ไปทำการรบภายนอราชอาณาจักร ร่วมกับทหารต่างประเทศ ขณะที่ประจำหรือสังกัดอยู่ กับหน่วยต่างประเทศ เมื่อทางราชการ ต่างประเทศนั้นอนุญาตให้ประดับเครื่องหมายได้โดยอนโลมเช่นเดียวกับทหารในหน่วยนั้น

            26. นายทหารที่สำเร็จการศึกษาภายในประเทศ จาก  รร.สธ. หรือ รร.ทหารที่หลักสูตรเทียบเท่าหรือสูงกว่า รร.สธ. ให้ประดับเครื่องหมารที่กึ่งกลางกระเป๋าบนข้างขวา ถ้ามีเครื่องหมายมากกว่า  1  เครื่อง  ให้ประดับเครื่องหมายเพียงเครื่องหมายเดียว

            27. นายทหารที่สำเร็จการศึกษาในต่างประเทศ จาก รร.สธ. หรือ รร.ทหารที่มีหลักสูตรเทียบเท่าหรือสูงกว่า  รร.สธ.ให้ประดับเครื่องหมายนั้น โดยอนุโลมเฉพาะในโอกาสต่อไปนี้

                   1. เมื่อไปงานสมาคมหรืองานพิธีของข้าราชการต่างประเทศนั้น

                   2. ไปดูงาน หรือปฏิบัติราชการอยู่ในประเทศนั้น ถ้ามีเครื่องหมายมากกว่า  1  เครื่องหมายให้ประดับเครื่องหมายเดียว

            28. ทหารที่สำเร็จการศึกษาภายในประเทศจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรเทียบเท่ามหาวิทยาลัย ซึ่งมีระเบียบให้ประดับเครื่องหมาย วิทยฐานะประดับเครื่องหมายแต่งกายได้ จะประดับกับเครื่องแบบทหาร ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก  รมต.กลาโหมแล้ว  แล้วให้ประดับเครื่องหมายได้โดยอนุโลมตามระเบียบของมหาวิทยาลัย ถ้ามีเครื่องหมายมากกว่า  1  ให้ประดับเครื่องหมายได้เครื่องหมายเดียว

            29. ทหารที่ได้รับเครื่องหมายแสดงความสามารถพิเศษ หรือเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ของส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ให้ประดับเครื่องหมายนั้นกับเครื่องแบบได้

            30. ทหารที่ได้รับเครื่องหมายแสดงความสามารถพิเศษหรือเครื่องหมายเชิดชูเกียรติของทางราชการ ทหารต่างประเทศซึ่งมีระเบียบให้ประดับ กับเครื่องแบบของทหารประเทศนั้น    ได้ จะประดับเครื่องหมายนั้นได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก รมต.กลาโหม และใหประดับโดยอนุโลม

            31. ทหารที่ได้รับเครื่องหมายแสดงความสามารถพิเศษ หรือเครื่องหมายเชิดชูเกียรติของทางราชการฝ่ายพลเรือน ทั้งในประเทศ แต่ต่างประเทศซึ่งมีระเบียบให้ประดับกับเครื่องแต่งกายหรือเครื่องแบบได้ จะประดับเครื่องหมายนั้นกับเครื่องแบบทหาร ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก  รมต.กลาโหมแล้ว และให้ประดับได้โดยอนุโลม

            32. ทหารที่ทำหน้าที่อนุศาสนาจารย์ ให้ใช้ปลอกแขนทำด้วยสักราชสีเหลือง กว้าง 7 ซม. สวมที่แขนเสื้อข้างซ้ายเหนือข้อศอก

            33. ป้ายชื่อ  คือป้ายแสดงชื่อตัวและชื่อสกุลสำหรับข้าราชการกลาโหมประจำการนักเรียนทหาร ทหารกองประจำการและคนงานหรือลูกจ้างในสังกัด  กท.

            34. ป้ายชื่อทำด้วยโลหะทำด้วยโลหะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  กว้าง 2 ซม. ยาว 7.5 ซม. หนา 0.1 ซม. พื้นป้ายด้านที่จะสลักชื่อเป็นสีดำ มีเส้นขอบสีขางประมาณ 0.1 ซม. ชื่อตัวและชื่อสกุลให้สลักชื่อเต็ม ด้วยอักษรบรรจงสีขาว มีขนาดสูงประมาณ 0.7 ซม. ไม่ต้องระบุยศ

            35. ให้ข้าราชการกลาโหมประจำการ นักเรียนทหาร  ทหารกองประจำการและคนงานหรือลูกจ้างในสังกัด  กท.  เว้นนายทหารชั้นนายพล ติดป้ายชื่อตามระเบียบนี้

            36. การติดป้ายชื่อ ให้ติดในโอกาสที่สวมเครื่องแบบขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามปกติและอยู่ในกรมกองหรือสำนักงาน

            37. วิธีติดป้ายชื่อ ให้ติดตรงกึ่งกลางเหนือกระเป๋าบนของเสื้อด้านขวาประมาณ 1 ซม.  ในกรณีเสื้อเครื่องแบบไม่มีกระเป๋าบน ให้ติดตรงกึ่งกลางอกเสื้อด้านขวา สูง ต่ำ พองาม

            38. ให้ส่วนราชการขึนตรงกระทรวงกลาโหมจัดหาป้ายชื่อตามระเบียบ โดยเก็บเงินค่าจัดหาทุกคน เว้นทหารกองประจำการ จัดหาโดยเบิกจ่าย จากเงินส่วนราชการ และให้มีการสลักชื่อ ลงบนแผ่นป้ายเป็นส่วนรวม

            39. การใช้ป้ายชื่อซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากไปจากระเบียบนี้และการสลักหรือเขียน หรือพิมพ์ชื่อเป็ฯตัวอักษรภาษาต่างประเทศ ในโอกาสพิเศษ ให้ ผบช. ตั้งแต่ชั้นผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการเรือ ผู้บัญชาการพลบิน หรือเทียบเท่าขึ้นไป ไม่มีอำนาจสั่งให้กระทำ เป็นการชั่วคราวตามโอกาสนั้น ๆ ได้

            40. ถ้าทางราชการกำหนดให้แต่งเครื่องแบบปกติ แต่มิได้กำหนดให้แต่งเครื่องแบบปกติประเภทใดแน่นอน ให้แต่งเครื่องแบบปกติขาว

            41. เครื่องแบบจอมทัพ ให้ใช้เครื่องแบบจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ

            42. ให้ประดับสายยงยศใหมทอง ซึ่งเป็นสายถัก 2 เส้น สายเกลี้ยง  2  เส้น สำหรับสายถักให้คล้องใต้แขนขวา 1 เส้น ปลายข้างหนึ่งให้ติดใต้อินธนูข้างขวา อีกข้างหนึ่งผ่านหน้าอกปลายติดที่ดุมเสื้อเม็ดที่ หนึ่ง สายถักอีกสายหนึ่ง ผ่านทางหน้าอก ปลายทั้งสองข้างติดในตำแหน่งอย่างสายถักอันแรก  แต่ไม่คล้องแขน ส่วนสายเกลี้ยง  1  เส้น ทำเป็นบ่วงผ่านหน้าอก มารวมกับสายถักที่ดุมอกเสื้อเม็ดที่หนึ่งปลายทั้งสองข้างรวมไปติดใต้อินธนูเสื้อข้างขวา สายเกลี้ยงอีกเส้นคล้องสายเกลี้ยงผ่านหน้าอกสอดใต้แขนขวา ปลายทั้งสองข้างไปติดใต้อินธนูเสื้อข้างขวา 

            43. ให้กรมราชองค์รักษ์ จะให้มีแบบตัวอย่าง สายยงยศสำรับเครื่องแบบจอมทัพนี้ไว้ว่า

            44. ทหารซึ่งได้รับพระราชทานบรมราชานุญาต ให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้นได้

            45. เมื่อแต่งเครื่องแบบปกติ ซึ่งไม่ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้ใช้แพแถบ อย่างแพแถบของเครื่องราชอิสรยาภรณ์นั้นทำเป็นแถบสูงประมาณ 1.5 ซม. กว้าง 30 ซม. ติดที่อกเสื้อข้างซ้าย เหนือกระเป๋าบนถ้ามีหลายแถบให้ติดเรียงเป็นแถวตามยาว แถวละไม่เกิน  5  แถบ เว้นเครื่องราชอิสรยาภรณ์ที่ติดอกด้านขวา ที่ให้ติดด้านขวา

            46. นายทหารราชองค์รักษ์ ใช้สายยงยงศ์และเครื่องหมายอักษรพระปรมาภิทัย ดังนี้

                   1. สายยงยศ ใช้สายยงยศเป็น ได้ถักสองเส้นประประกอบคุ้มโลหะสีทอง สองคุ้ม สายยงยศสองเส้น ปลายสายรวมติดใต้อินธนูข้างขวาสายยงยศทำด้วยใหมทอง  หรือใหมสีเหลืองใช้ประกอบกับเครื่องแบบ ดังนี้

                        ก. เมื่อแต่งเครื่องแบบปกสีขาว หรือเครื่องแบบคอแบะ เครื่องประดับเครื่องราชอิสรยาภรณ์เครื่องแบบครึ่งยศ เครื่องแบบเต็มยศ เครื่องแบบสโมสร หรือเครื่องแบบกันหนาว ใช้เสื้อชั้นนอกคอปิดสีน้ำเงินดำ

                        ข. เมื่อแต่งเครื่องแบบปกติขาวซึ่งไม่ได้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

                   2. เครื่องหมายอักษรพระปรมาภิทัย ใช้รูปอักษรพระปรมาภิทัยย่อในองค์พระมหากษัตริย์ ที่รัชการที่ตนเป็นองค์รักษ์ ภายใต้เลขลำดับรัชการ และพระมหามงกุฏ ติดบนอินธนูข้างขวา ให้ยอดพระมงกุฏอยู่ทางด้านคอ สำหรับทหารบก ทำด้วยโลหะสีทองคำ ที่กึ่งกลางอินธนู โดยมิต้องประดับเครื่องหมายยศเมื่อแต่งเครื่องแบบฝึกหรือเครื่องแบบสนามให้งดติดเครื่องหมายดังกล่าว

            47. นายทหารราชองค์รักษ์ขณะทำการในหน้าที่ประจำพระองค์ใช้ปลอกแขนสักราชสีน้ำเงินกว้าง 10 ซม. มีแถบสีทองกว้าง  1 ซม. 2 แถบ ทาบกลางปลอกแขนโดยรอบเว้นระยะห่างระหว่างแถบ 5 มม. ตรงกึ่งกลางด้านนอกมีอักษรพระปรมาภิทัยย่อในรัชการปัจจุบัน ภายใต้เลขลับรัชการพระมหามงกุฏ ปักด้วยดิ้นทอง ที่ขอบล่างและขอบบน ของปลอกแขนขลิบใหมทองสวมที่แขนเสื้อด้านซ้ายเหนือข้อศอก

            48. ผู้ที่เคยเป็นองค์รักษ์ในรัชกาลใด ๆ  เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว และได้รับพระราชทานเข็มอักษรพระปรมาภิทัยย่อในองค์พระมหากษัตริย์ราชกาลนั้น ประกอบด้วยแถบแพเป็นเกียรติยศให้ติดที่อกเสื้อข้างขวาเหนือกระเป๋าบน ถ้ามีเครื่องหมายอื่นอยู่แล้ว ให้ติดเครื่องแบบนี้เหนือขึ้นไปเครื่องหมายทหารชาย

            49. นายทหารประทวน หมายความเฉพาะนายทหารประทวน ตั้งแต่ชั้นจ่านายสิบลงมา

            50. เครื่องแบบพลทหารมี  5  ชนิด

                   1. เครื่องแบบปกติ

                   2. เครื่องแบบฝึก

                   3. เครื่องแบบสนาม

                   4. เครื่องแบบครึ่งยศ

                   5. เครื่องแบบเต็มยศ

            51. เครื่องแบบ นนส. และนายทหารประทวน  8 ชนิด คือ

                   1. เครื่องแบบปกติขาว

                   2. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอแบะ

                   3. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ

                   4. เครื่องแบบปกติกากีนวลแกมเขียวคอพับ

                   5. เครื่องแบบฝึก

                   6. เครื่องแบบสนาม

                   7. เครื่องแบบครึ่งยศ

                   8. เครื่องแบบเต็มยศ

            52. เครื่องแบบนักเรียนนายร้อย  นักเรียนแพทย์ทหาร นักเรียนทหารแผนที่  มี  9  ชนิด  คือ

                   1. เครื่องแบบปกติขาว

                   2. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอแบะ

                   3. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ

                   4. เครื่องแบบปกติกากีนวลแกมเขียวคอพับ

                   5. เครื่องแบบฝึก

                   6. เครื่องแบบสนาม

                   7. เครื่องแบบครึ่งยศ

                   8. เครื่องแบบเต็มยศ

                   9. เครื่องแบบสโมสร

            53. เครื่องแบบนายร้อยสำรอง มี  6  ชนิด

                   1. เครื่องแบบปกติขาว

                   2. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอแบะ

                   3. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ

                   4. เครื่องแบบปกติกากีนวลแกมเขียวคอพับ

                   5. เครื่องแบบฝึก

                   6. เครื่องแบบสนาม

            54. เครื่องแบบนายดาบและนายทหารสัญญาบัตรมี 11 ชนิด

                   1. เครื่องแบบปกติขาว

                   2. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอแบะ

                   3. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอพับ

                   4. เครื่องแบบปกติกากีนวลแกมเขียวคอพับ

                   5. เครื่องแบบฝึก

                   6. เครื่องแบบสนาม

                   7. เครื่องแบบครึ่งยศ

                   8. เครื่องแบบเต็มยศ

                   9. เครื่องแบบสโมสรคอปิด

                   10. เครื่องแบบสโมสรอกแข็ง

                   11. เครื่องแบบสโมสรอกอ่อน

            55. หมวกมี  11  แบบ

                   1. หมวกเหล็กสีกากีแกมเขียว

                   2. หมวกหนีบสีกากีแกมเขียวมีสายโดยรอบ ป้ายเฉียงจากทางด้านหน้าลงไปทางซ้าย และด้านซ้ายเหนือขอบหมวกห่างจากมุมพับ ด้านหน้า 4 ซม. มีตราหน้าหมวกขนาดเล็ก ริมบนของสายหมวกนอกจากสำหรับพลทหารมีขลิบกว้าง 5 ซม. มีลักษณะนี้

                        ก. นายทหารชั้นจอมพล/นายพล  ขลิบทำด้วยแถบไหมสีทอง

                        ข.นายทหารชั้นนายพัน/ นายร้อย / นายทหารชั้นประทวน / ชั้นนายดาบ ขลิบทำด้วยแถบสีแดงยกดิ้นทอง  

                        ค. นักเรียนนายร้อยสำรอง ขลิบทำด้วยแถบสีน้ำเงินและแถบสีเหลืองให้สีน้ำเงินอยู่ด้านบน

                        ง. นักเรียนนายร้อย ขลิบทำด้วยแถบสีแดงและสีเหลือง ให้สีแดงอยู่ด้านบน

                        ฉ. นักเรียนนายร้อยทหารแผนที่ ขลิบทำด้วยแถบสีเขียวและเหลือง ให้สีเขียวอยู่ด้านบน

                        ช. นายทหารชั้นประทวนและ นนส. ขลิบทำด้วยแถบสีแดง

                   3. หมวกแก๊ปทรงอ่อนสีกากีแกมเขียว มีตราหน้าหมวกขนาดเล็กสีหมวกหม้อตาลสีกากีแกมเขียว มีตราหน้าหมวกขนาดกลาง และมีเครื่องประกอบ คือ

                        ก. กระบัง ทำด้วยหนังหรือวัตถุเทียมสีดำ นายทหารชั้นพันเอกที่รอบโค้งของกระบังด้านบน  ปัก หรือทำด้วยดิ้นทอง รูปช่อชัยพฤกษ์ 1 แถบบนพื้นสักราชสีดำ นายทหารชั้นจอมพล และนายพล ปักดิ้นทองด้วยช่อชัยพฤกษ์ 2 แถบ

                        ข. สายรัดคางกว้าง 1 ซม. ปลายสายรัดมีดุมโลหะ ขนาดเล็กติดที่รอบขอบหมวกข้างละ  1  ดุม

                        ค.ผ้าพันหมวกกว้าง 2 ซม.

                            - นายทหารชั้นจอมพล/ นายพล ใช้สักราชสีบานเย็นที่กึ่งกลางผ้าพันหมวกมีแถบสีดำกว้าง 0.3 ซม.   2  แถบ เว้นระยะห่างระหว่างแถบ 0.5 ซม.    

                            - นายทหารชั้นนายพัน  นายร้อย ให้สักราชสีน้ำเงินขลิบริมสีแดง  กว้าง 0.5 ซม.   

                            - นนร.ใช้สักราชสีแดง

                            - นพท. ใช้สักราชสีเขียวเข้ม

                             - นผท. ใช้สักราชสีเขียว

                             - นักเรียนนายร้อยสำรองใช้สักราชสีน้ำเงิน

                             - นายทหารประทวน นนส. และพลทหาร ใช้สักราชหรือผ้าสีเขียวกับหมวกขลิบสีแดงกว้าง 0.5 ซม.

                   5. หมวกหม้อตาลสีขาว เหมือนกับหมวกหม้อตาลสีเขียว เว้นแต่สายรัดคาง ดังนี้

                       - นายทหารสัญญาบัตร,นายดาบ,จ่านายสิบ,นักเรียนนายทหาร  ใช้ใหมสีทอง   นายสิบ  นนส. พลทหารให้ใช้หนังหรือวัตถุแถบสีดำ

                   6. หมวกทรงหม้อตาลสีน้ำเงิน ดำเหมือนกับหมวกทรงหม้อตาลสีขาว

                   7. หมวกทรงหม้อตาลสีน้ำเงินหม่นเหมือนกับหมวกทรงหม้อตาลสีขาว

                   8. หมวกทรงหม้อตาลสีดำ

                   9. หมวกทรงหม้อตาลสีฟ้าหม่น

                   10. หมวกทรงหม้อตาลสีทอง

                   11. หมวกยอด

 

 

56. เสื้อมี  10  แบบ  

                   1. เสื้อคอพับสีกากีแกมเขียว มีดุมที่สาย  3  ดุม ถ้าไม่ได้ประจำแถวหรือบังคับแถว จะผูกผ้าผูกคอสีกากีแกมเขียว สอดชายที่ดุมเม็ดที่  2  ก็ได้

                   2. เสื้อคอสีกากีนวลแกมเขียว

                   3. เสื้อคอเปิดสีกากีแกมเขียว มี  2  ชนิด

                        ก. เสื้อคอเปิดสีกากีแกมเขียวชนิด  4  กระเป๋า

                        ข.เสื้อคอเปิดสีกากีแกมเขียวชนิด  2  กระเป๋า

                   4. เสื้อสนามคอเปิดสีกากีแกมเขียว

                   5. เสื้อชั้นนอกคอแบะสีกากีแกมเขียว

                   6. เสื้อชั้นนอกคอปิดสีขาว

                  7. เสื้อชั้นนอกเปิดอกสีขาว

                   8. เสื้อชั้นนอกเปิดอกสีน้ำเงินดำ

                   9. เสื้อเต็มยศรักษาพระองค์

                  10. เสื้อเต็มยศสีน้ำเงินดำ

           57. กางเกงมี  5  แบบ

                   1. กางเกงขายาวสีกากีนวลแกมเขียวแบบปกติ กว้าง 18 ถึง 26 ซม. เอวมีห่วง  7  ห่วง 

                   2. กางเกงขายาวสีกากีแกมเขียวแบบฝึก มี  2  ชนิด

                        ก. ชนิด  ก.เช่นเดียวกับกางเกงขายาวสีกากีแกมเขียวแบบปกติ เว้นแต่กระเป๋าด้านข้างแบบเฉียง ที่ขากางเกงมีกระเป๋ายึดชายกระเป๋าเจาะกับเสื้อคอเปิดชนิด  2  กระเป๋า

                        ข.ชนิด    เช่นเดียวกับกางเกงขายาวสีกากีแกมเขียว เว้ณแต่กระเป๋าด้านข้างเจาะเฉียงด้านหลังมีกระเป๋า  2  ใบ เป็นกระเป๋าปะ ใช้กับเสื้อคอเปิดสีกากีแกมเขียว  ชนิด  2  กระเป๋า

                   3. กางเกงสนามสีกากีแกมอเขียว

                   4. กางเกงขายาวสีขาว

                   5. กางเกงแถบปลายขาเรียว 15 – 22 ซม.ที่แนวตะเข็ปด้านข้าง มีแถบหรือเส้นประกอบ

                        - นนร., นพท. มีแถบสักราชกว้าง 1.5 ซม. ข้างละ  2  แถบ เว้นระยะระหว่างแถบ 0.5 ซม.  นนร.ใช้สักราชสีแดง  นพท.ใช้สักราชสีเขียวเข้ม

                        - นพท.มีแถบสักราชสีเขียว กว้าง 3 ซม. ข้างละ  1  แถบ

                        - พลทหาร และนายทหารประทวน ให้หน่วยรักษาพระองค์ มีสักราชสีแดงกว้าง 1 ซม.   

ข้างละ  1  แถบ

                        - นายทหารสัญญาบัตร มีแถบสักราชสีแดง กว้าง  2.5 ซม. ข้างละ  2  แถบ เว้นระยะ 0.5  ซม.

                        - นายทหาร ชั้นจอมพล / นายพล  มีแถบสักราชสีแดง  กว้าง 2 – 5 ซม. ข้างละ  2  แถบ เว้นระยะ 1.5 ซม.และมีแถบสีบานเย็นกว้าง 0.5 ซม.  1  แถบคั่นกลาง

            58. เข็มขัดและประคตมี  8  แบบ

                   1. เข็มขัดด้ายถักหรือวัตถุเทียบด้าย ถักสีกากีแกมเขียว กว้าง  3  ซม. หัวทำด้วยโลหะสีทอง โลหะรมดำ  กว้าง 3.5 ซม. ยาว 5 ซม. ปลายสายหุ้มด้วยโลหะสีทองหรือโลหะรมดำ มีรูปเครื่องหมายกองทัพบก

                   2. เข็มขัดหนังสีขาว กว้าง 4.5 ซม. หัวเข็มขัดทำด้วยโลหะสีทอง เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มุมบนด้านละ 5.5 ซม. มีรูปเครื่องหมายกองทัพบก

                   3. เข็มขัดหนังสีน้ำตาล เหมือนกับเข็มขัดหนังสีขาวให้คาดทับเสื้อชั้นนอก

                   4. เข็มขัดหนังสีแดงกว้าง 4.5 ซม. มีแถบดิ้นเงินกว้าง 1  ซม. อยู่ตอนกลางและแถบดิ้นทอง กว้าง 0.5 ซม.อยู่ตอนริมทั้งสองข้าง หัวเข็มขัดทำด้วยโลหะสีทองสี่เหลี่ยมจตุรัส มุมบนด้านละ 45 ซม. ใช้คาดทับชั้นนอกของ  นนร. เพื่อแต่งเครื่องแบบยศ 

                   5. เข็มขัดหนังสีเขียวเข้ม

                   6. เข็มขัดหนังสีดำ

                   7. ประคตไหมริ้วทองสลับเงิน

                   8. ประคตไหมสีเหลืองและไหมทอง

            59. คันชีพ

            60. รองเท้ามี  4  แบบ คือ

                   1. รองเท้าหุ้มส้นหนังสีดำชนิดผูกเชือก

                   2. รองเท้าหุ้มข้อหนังสีดำชนิดผูกข้อหรือยึดข้าง

                   3. รองเท้าสูงครึ่งน่องหนังสีดำ 

                   4. รองเท้าเดินป่า

            61. กระบี่มี  2  แบบ

                   1. กระบี่ นพท. , นผท. ยาวประมาณ  40 ซม.

                   2. กระบี่นายทหารสัญญาบัตร  นายดาบ  นายทหารประทวน   ชั้นจ่านายสิบ  ยาว  90  ซม. สายกระบี่สำหรับนายทหารชั้นสัญญาบัตรและนายดาบใช้หนังหรือวัตถุเทียม หนังสีแดงด้านนอกมีแถบไหมทองสำหรับนายทหารชั้นประทวน  ชั้นจ่านายสิบ ใช้หนังสีน้ำตาลไม่มีแถบไหมสีทอง

            62.ซองกระบี่ทำด้วยถักสีกากีแกมเขียว ตอนบนมีสาย ปลายสายเป็นขอสำหรับแขวนกับตาไก่ของเข็มขัดเครื่องสนาม

            63. อินธนูมี  2  แบบ  คือ

                   1. อินธนูอ่อนทำด้วย สักหราดเสร็จ หนือผ้าชนิดและสีเดียวกับเสื้อ ด้านไหล่กว้าง  5  ซม. เย็บติดกับเสื้อก้านคอกว้าง  4  ซม.ตอนปลายขัดดุม

                   2. อินธนูแข็ง  ทำด้วยสักหราดหรือเสร็จสีแดง นพท.ทำด้วยสักหลาดหรือเสริจสีเขียวด้านไหล่ กว้าง  5 ซม. ด้านคอกว้าง  4  ซม. ตอนปลายติดดุมทอง ขนาดเล็กและมีเครื่องประกอบ ดังนี้

                   - นนร.นพท. ,นพท นนร.สำรอง มีแถบไหมทองหรือวัตถุแถบทองกว้าง  1  ซม. พาดกึ่งกลางตามยาวอินธนู

                   - นายทหารสัญญาบัตรมีแถบไหมทองหรือวัตถุเทียมกว้าง  1  ซม.เป็นขอบเว้นด้านไหล่และมีสายสีแดง

                     - นายทหารประทวน  จ่า  นายสิบ และนายดาบ มีแถบไหมทองหรือวัตถุเทียมกว้าง 0.5 ซม.มีขอบเว้นด้านไหล่ และมีสายสีแดง

              - นายทหารชั้นนายพล/จอมพล มีดิ้นทองหรือวัตถุเทียม ถักหรือทำเป็นลายถัก เต็มแผ่นอินธนูและมีสายสีบานเย็น

            64. เครื่องหมายยศ

                   1. นายทหารประทวนชั้นนายสิบใช้บั้งรูปหางนกแซงแซวทำด้วยแถบไหมสีเหลืองกว้าง 1 ซม. ดึงบนพื้นสักหราดสีน้ำเงินปลายบั้งห่าง 8 ซม. มุมบั้งแหลมเล็ก เหนือบั้งมีรูปจักรใต้พระมหามงกุฏทำด้วยโลหะสีทอง ประดับที่แขนเสื้อด้านซ้าย มีจำนวนบั้งตามยศ ในกรณีมากกว่าหนึ่งบั้ง เว้นระยะบั้ง 0.4 ซม. เมื่อแต่งเครื่องแบบปกติขาว เครื่องแบบครึ่งยศ  เต็มยศ ให้ใช้บั้งทำด้วยแถบไหมทอง

                   2. นายทหารชั้นจ่า  นายสิบ ใช้บั้งรูปหางนกแซงแซว กว้าง 0.3 ซม. ปลายบั้งห่างกัน  3  ซม. มีขีดกว้าง 0.3 ซม. ยาว 3 ซม. หนึ่งขีดประดับบนอินธนูทั้งสองข้างห่างจากอินธนูทางด้านไหล่ 0.5 ซม. มีจำนวนบั้งตามยศในกรณีมากกว่าให้ติดเรียงไปทางด้านคอเว้นระยะบั้ง 0.2 ซม.

                   3. นายดาบ ใช้รูปดาบ  2  เล่มไขว้ประดับบนอินธนูทั้งสองข้างให้ปลายดาบอยู่ทางด้านคอ ด้ามดาบห่างจากอินธนูทางด้านไหล่ 0.5 ซม.

                   4. นายทหารชั้นนายร้อยใช้ดาว  5  กลีบ ประดับบนอินธนูทั้งสองข้าง ห่างจากริมอินธนูทางด้านไหล่ 0.5 ซม. มีจำนวนดาวตามชั้นยศระหว่างดาว 0.5 ซม.

                   5. นายทหารชั้นนายพันใช้ดาว  5  กลีบ และมีพระมหามงกุฏประดับบนอินธนูทั้งสองข้างให้พระมหามงกุฏครอบดาว ให้ยอดพระมหามงกุฏอยู่ด้านคอ และให้ดาวห่างจากริมอินธนูทางด้านไหล่ 0.5 ซม.จำนวนดาวตามชั้นยศระหว่างดาว  5  ซม.

                   6. นายทหารชั้นนายพันใช้ดาว  5  กลีบ และมีพระมหามงกุฏและช่อชัยพฤกษ ประดับบนอินธนูทั้งสองข้างให้พระมหามงกุฏครอบดาว ให้ยอดพระมหามงกุฏอยู่ด้านคอ และใช้ช่อชัยพฤกษ์โดยดาวห่างจากริมอินธนูทางด้านไหล่ 0.5 ซม.จำนวนดาวตามชั้นยศพลจัตวา  1  ดวง พลโท  3  ดวง เรียงยาวตามอินธนู พลตรี  2  ดวง พลเอก  4  ดวง เรียงรูปขนมเปียกปูน

                        - จอมพลใช้  5  กลีบ ขนาดย่อม  5  ดาว เรียงเป็นรูปวงกลมภายในวงกลมเป็นคทาไขว้ และมีช่อชัยพฤกษ์โอบด้านตราและปลายกระบี่ภายนอกวงกลม มีพระมหามงกุฏรอบ ๆ ด้านปลายตรา  และ ด้ามกระบี่ประดับอินธนูทั้งสองข้าง ห่างจากริมอินธนู 0.5 ซม.

            65. เครื่องหมายยศสำหรับเครื่องแบบฝึก

              - นายทหารประทวนชั้นนายสิบ ใช้เครื่องหมายตามทีกล่าว เว้นไม่มีรูปจักรและพระมหามงกุฏ เย็บติดกับแขนเสื้อ

                   - นายทหารประทวนจ่านายสิบ  นายดาบ  และ น.สัญญาบัตร ให้ใช้เครื่องหมายยศตามที่กล่าวตามชั้นยศ ประดับที่มุมปกคอพับข้างซ้ายของเสื้อสำหรับยศที่มีดาว  3  ดวง ให้ประดับเป็นรูป 3 เหลี่ยมหน้าจั่ว และนายทหารสัญญาบัตร ตั้งแต่ พันโทขึ้นไป ใช้เครื่องหมาย ขนาดย่อมก็ได้ 

            66. เครื่องหมายเหล่า และสังกัด ทำด้วยโลหะสีทอง เครื่องหมายเหล่าติดที่คอเสื้อข้างขวา เครื่องหมายสังกัดติดที่คอเสื้อด้านซ้าย

            67. นายทหารชั้นประทวน ชั้นจ่านายสิบ นายดาบ และนายทหารชั้นสัญญาบัตร ต่ำกว่าชั้นพันเอก ซี่งเทียบเท่าพลจัตวา เมื่อแต่งเครื่องแบบฝึก หรือเครื่องแบบสนามให้ติดเครื่องหมายสังกัดที่อกเสื้อข้างซ้าย เหนือกึ่งกลางปกกระเป๋า

            68. เครื่องหมายเหล่า มี  17 เหล่า

                   1. ทหารราบ รูปปืนเล็กไขว้ประกอบกับตับกระสุน

                  2. ทหารม้า รูประเบียบไขว้ประกอบกับเกือกม้และรถถัง

                   3. ทหารปืนใหญ่ รูปปืนใหญ่ไขว้ ประกอบกับลูกระเบิดมีเปล

                   4. ทหารช่าง มีพลั่ว กับขวานไขว้ประกอบกับสมอ

                  5. ทหารช่างสื่อสารรูปสายฟ้าแลปประกอบจักร

                   6. ทหารขนส่ง รูปพวงมาลัยเรือ ประกอบกับจักรและปืนบนแผ่นโลหะ

                   7. ทหารสรรพวุธ รูปลูกระเบิดมีเปลว

                   8. ทหารพลาธิการ รูปกระบี่ไขว้ประกอบกับจักร  3  จักร

                   9. ทหารสารวัตร  รูปปืนพกไขว้ประกอบกับจักร

                   10. ทหารสารบัญ รูปกระบี่กับปากไก่ไขว้ ประกอบกับหนังสือ

                   11. ทหารการเงิน รูปกระบี่ไขว้ประกอบกับช้างสามเศียร

                   12. ทหารพระธรรมนูญ รูปพระคุลฟาร์กประกอบจักร

                   13. ทหารแพทย์ รูปพยานาคพันครบเพลิง

                   14. ทหารแผนที่ รูปกระบี่ไขว้ประกอบกับกล้องส่อง

                   15. ทหารการสัตว์ รูปพยานาคไขว้ประกอบกับเกือกม้า 

                   16. ทหารดุริยางค์   รูปพิณ

            17. ทหารการช่าง รูปสายฟ้ากับรูปศรไขว้ ประกอบกับดาว 8 แฉกบนแผ่นโล่ห์

            69. นายทหารซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาธิการ ฝ่ายเสนาธิการ ตั้งแต่ พันเอกลงมา ให้ใช้เครื่องหมาย โลหะสีทองรูปดาว  5  กลีบ มีรูปตราหน้าหมวกติดอยู่กึ่งกลางดาว และมีช่อชัยพฤกษ์อยู่ใต้ดาว อยู่ที่คอเสื้อข้างขวาแทนเครื่องหมายเหล่า

            70. ทหารสังกัดสำนักงาน เลขานุการรัฐมนตรี  สำนักงานปลัดกระทรวงและ บก.สูงสุด ใช้เครื่องหมายสังกัด มีรูปจักร มีสมอสอดขัด มีจักร ด้านซ้าย  ขวา มีรูปปีกนกกลาง เว้นแต่ทหารประจำการสังกัดกรมราชอาค์รักษ์ ให้ใช้เครื่องหมายสังกัดรูปครุท

            71. นายทหารสัญญาบัตรประจำยศ พันเอก ซึ่งเทียบเท่าพลจัตวา นายพล  จอมพล  ใช้เครื่องหมายโลหะสีทองรูปครุฑไขว้ ประกอบช่อชัยพฤกษ์ แทนเครื่องหมายเหล่า และเครื่องหมายสังกัด เมื่อแต่งเครื่องแบบฝึก หรือเครื่องแบบสนาม ให้ติดเครื่องหมายตามข้อนี้ ที่คอเสื้อขวาข้างเดียว

            72. นักเรียนทหารใช้เครื่องหมายดังนี้

                   - นนร.ใช้เครื่องหมายโลหะสีทองรูปตราแผ่นดิน  ร.5 ติดที่คอเสื้อทั้งสองข้างโดยที่ไม่ต้องมีเครื่องหมายเหล่า และสังกัด เมื่อแต่งเครื่องแบบฝึกให้ติดเครื่องหมายนี้ที่คอเสื้อขวา

          - นพท. ใช้เครื่องหมายเหล่าทหารแพทย์ที่คอเสื้อซ้าย เมื่อแต่งเครื่องแบบฝึกให้ติดเครื่องหมายสังกัดที่อกเสื้อข้างซ้าย

         - นผท. ใช้เครื่องหมายโลหะรูปจักรกระบองมีดาวกลางจักรติดที่คอเสื้อทั้งสองข้างโดยไม่มีเครื่องหมายเหล่าและ สังกัด เมื่อแต่งเครื่องแบบฝึกให้ติดเครื่องหมายนี้ที่คอเสื้อขวา

                   - นนร.สำรองใช้เครื่องหมายเหล่าและสังกัดตามเหล่าและสังกัดของตน  เมื่อแต่งเครื่องแบบฝึกให้ติดเครื่องหมายสังกัดที่อกเสื้อข้าซ้ายเหนือกึ่งกลางกระเป๋า

                   - นนส.ใช้เครื่องหมายดอกจันทร์ ทั้งสองข้าง  สำหรับ  นนส.ชั้นปีที่  2 และนนส.หลักสูตร  1  ปี ใช้เครื่องหมายดอกจันทร์ที่คอเสื้อซ้ายแทน เครื่องหมายสังกัด และให้ใช้เครื่องหมายเหล่าของตน

            73. ทหารนอกประจำการเครื่องหมายเหล่าครั้งสุดท้ายติดที่คอเสื้อที่ข้างขวาและติดอักษร นก.ที่คอเสื้อข้างซ้ายสำหรับ น.ชั้นพันเอก เท่าพลจัตวา  นายพล และจอมพล ใช้เครื่องหมายรูปคทาไขว้ประกอบช่อชัยพฤกษ์ติดที่คอเสื้อข้างขวาและอักษร นก.ติดที่คอเสื้อข้างซ้าย

            74. ทหารซึ่งเป็นนักกระโดดร่มใช้เครื่องหมายนักโดดร่มติดที่อกเสื้อซ้ายเหนือแนวเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามชั้น

                   - ชั้นที่  1  เป็นรูปร่มชูชีพอยู่เหนือเศียรเอราวัณปักหรือทำด้วยดิ้นเงินหรือวัตถุเทียมสีเงินระหว่างเศียรเอราวเณกับขอบกระโปรงร่ม มีอุนณาโลมทำด้วยโลหะสีเงินประกอบกับปีก  2  ปีก หรือทำด้วยดิ้นทองหรือวัตถุเทียมดิ้นทองบนพื้นสักหลาดสีแดง กว้าง 10 ซม. สูง 4 ซม.ที่กึ่งกลางตัวร่มชูชีพมีดาวโลหะสีเงิน  1  ดาว และช่อชัยพฤกษ์ โลหะสีเงินโอบไต้ดาว

                   - ชั้นที่  2  เช่นเดียวกับชั้นที่  1  เว้นไม่มีช่อชัยพฤกษ์

                   - ชั้นที่  3  เช่นเดียวกับชั้นที่  2  เว้นไม่มีดาวและช่อชัยพฤกษ์

                   - ชั้นกิตติมาศักดิ์ เ ช น เดียวกับชั้นที่  1  เว้นไม่มีอุนาโลม

           75. ถ้าได้รับเครื่องหมายนักบินและนักกระโดดร่มให้ติดเครื่องหมายนักบินเหนือนักโดดร่ม

            76. ทหารซึ่งสำเร็จการศึกษาหลักสูตรการรบแบบจู่โจมให้ติดเครื่องหมายที่อกเสื้อข้างขวาไต้แนวเครื่องหมายหน่วยทหารรักษาพระองค์ มีลักษณะเป็นรูปหัวเสือทำด้วยโลหะสีทอง คาบดาบปลายปืนสีเงินทำให้เป็นมันด้ามสีน้ำตาลแถบแดงอยู่เหนือช่อชัยพฤกษ์ ทำให้เป็นมัน  สูง 2.5 ซม.กว้าง 5.2 ซม.

            77. พลทหารซึ่งทำหน้าที่อย่างนายสิบใช้บั้งทำด้วยสักหลาดสีน้ำเงิน ขนาดเท่ากับบั้งเครื่องหมายยศสิบตรี ตอดที่แขนเสื้อข้างซ้ายด้านนอกระหว่างไหล่กับศอก

            78. ทหารซึ่งทำหน้าที่เป็นครูทหารใหม่ใช้เครื่องหมายรูปอักษรทำด้วยโลหะสีทอง เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5ซม. บนพื้นสักหลาดสีน้ำเงินรูปวงกลมติดที่แขนเสื้อข้างซ้ายด้านนอกระหว่างไหล่กับศอก

            79. ทหารที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการตรวจเลือกคนเข้ากองประจำการตามกฏหมายในขณะปฏิบัติหน้าที่ตรวจเลือก ใช้ปลอกแขนทำด้วยสักหลาดหรือเสริจสีแดงกว้าง    7  ซม. ขลิบริมสีน้ำเงินข้างละ 0.5 ซม.สวมที่แขนขวาเหนือศอก

            80. ทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในการตรวจเลือกใช้ปลอกแขนทำด้วยสักหลาดหรือเสริจน้ำเงินกว้าง  7  ซม.ขลิบริมสีแดงข้างละ  0.5 ซม.สวมแขนข้างขวาเหนือศอก

 

เครื่องแบบทหารหญิง

            81. เครื่องแบบทหารหญิงมี  11  ชนด

                   1. เครื่องแบบปกติขาว

                   2. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอแบะ

                   3. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอปก

                   4. เครื่องแบบปกติกากีนวลแกมเขียวคอพับ

                   5. เครื่องแบบปกติขาวคอปก

                   6. เครื่องแบบปกติขาวคอพับ

                   7. เครื่องแบบฝึก

                   8. เครื่องแบบสนาม

                   9. เครื่องแบบครึ่งยศ

                   10. เครื่องแบบเต็มยศ

                   11. เครื่องแบบสโมสร

            82. หมวก มี  8  แบบ

                   1. หมวกหนีบสีกากีแกมเขียว

                   2. หมวกแก๊ปทรงอ่อนสีกากีแกมเขียว

                   3. หมวกเหล็กสีกากีแกมเขียว

                   4. หมวกแก๊ปทรงอ่อนพับปีกสีกากีแกมเขียว

                   5. หมวกแกณปทรงอ่อนพับปีกสีขาว

                   6. หมวกแกณปทรงอ่อนพับปีกสีน้ำเงินดำ

                   7. หมวกทรงอ่อนสีดำ

                   8.  หมวกทรงอ่อนสีขาว

            83. เสื้อมี  10 แบบ

                   1. เสื้อเปิดสีกากีแกมเขียว

                      2. เสื้อคอปกสีกากีแกมเขียว

                   3. เสื้อคอปกสีขาว

                   4. เสื้อคอพับสีกากีนวลแกมเขียว

                   5. เสื้อคอพับสีขาว

                   6. เสื้อชั้นนอกคอแบะสีกากีแกมเขียว

                   7. เสื้อชั้นนอกคอแบะสีขาว

                   8. เสื้อชั้นนอกคอแบะสีน้ำเงินดำ

                   9. เสื้อชั้นนอกคอปิดสีขาว

                   10. เสื้อเต็มยศรักษาพระองค์

 

            84. กระโปรงมี  7  ชนิด

                   1. กระโปรงสีกากีแกมเขียว มี  2  แบบ คือ แบบไม่มีทบ กับแบบจีบกระทบ

                   2. กระโปรงสีขาว

                   3. กระโปรงสีดำ

                   4. กระโปรงสีน้ำเงินดำ

                   5. กระโปรงสีดำแบบป้าย

                   6. กระโปรงสีน้ำเงินหม่นแบบป้าย

                   7. กระโปรงสีกากีแกมเขียวยาวปิดเข่าพอสมควร ชายกระโปรงบานเล็กน้อย

            85. กางเกงมี  2  แบบ

                   1. กางเกงขายาวสีกากีแกมเขียวแบบฝึก

                   2. กางเกงขายาวสีกากีแกมเขียวแบบปกติ

           86. เข็มขัดมี  2  แบบ

                   1. เข็มขัดด้ายถักหรือวัตถุเทียมด้ายถักสีกากีแกมเขียว

                   2. เข็มขัดหนังสีดำ

            87. รองเท้ามี  6  แบบ

                   1. รองเท้าหุ้มส้นหนังสีดำชนิดไม่ผูกเชือกเส้นใหญ่พอสมควรสูงไม่เกิน  7  ซม.

                   2. รองเท้าหุ้มส้นหนังสีดำชนิดผูกเชือก

                   3. รองเท้าสูงครึ่งน่องชนิดผูกเชือก

                   4. รองเท้าสูงครึ่งน่องชนิดไม่ผูกเชือก

                   5. รองเท้าสูงหนังสีดำชนิดไม่ผูกเชือก

                   6. รองเท้าเดินป่า

            88. กระเป๋ามี  2  แบบ

                   1. กระเป๋าสำดำขนาดใหญ่ ทำด้วยหนังหรือวัตถุเทียมหนังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูง 20 ซม. ยาว  30 ซม.มีสายสะพาย

                   2. กระเป๋าถือสีดำขนาดเล็กเหมือนขนาดใหญ่ สูง 15 ซม. ยาว 20 ซม. ไม่มีสายสะพาย

            89. อินธนูหญิงมี  2  แบบ

                   1.อินธนูอ่อน ด้านไหล่กว้าง  4  ซม. เย็บติดกับเสื้อ ด้านคอ กว้าง 3 ซม. ตอนปลายรัดดุม

                   2. อินธนูแข็ง ลักษณะเช่นเดียวกับทหารชาย เว้นแต่กว้าง 4 x 3  ซม.

            90. เครื่องหมายยศ

                   - นายทหารประทวน  นายสิบ เช่นเดียวกับทหารชาย แต่ปลายบั้งห่างกัน  5  ซม.

                   - นายทหารประทวน  ชั้นจ่านายสิบ เช่นเดียวกับทหารชาย แต่ปลายบั้งห่างกัน 2.5 ซม.

                   - นายทหาร  ชั้นสัญญาบัตร เช่นเดียวกับทหารชาย

                   - เครื่องแบบฝึก  เครื่องแบบสนาม อนุโลมใช้เช่นเดียวกับทหารชาย

                   - เครื่องหมายเหล่า  สังกัด  และเครื่องหมายพิเศษ เช่นเดียวกับทหารชาย

เครื่องแบบพิเศษ

            92. เครื่องแบบกันหนาวสำหรับทหารชายมี 2  แบบ

                   1. เครื่องแบบกันหนาวกากีแกมเขียว ใช้ได้กับทหารทั่วไป

                   2. เครื่องแบบกันหนาวน้ำเงินดำ ใช้ได้กับนายทหารชั้นสัญญาบัตร  นักเรียนนายทหาร

            93. เครื่องแบบกันหนาวสำหรับทหารหญิงมี  2  แบบ

                   1. เครื่องแบบกันหนาวกากีแกมเขียว

                   2. เครื่องแบบกันหนาวน้ำเงินดำ

            94. ทหารที่ทำหน้าที่สารวัตรทหาร  ให้ใช้เครื่องแบบ

            95. ทหารซึ่งเป็นนักกระโดดร่มประจำกองมีเครื่องแบบเหมือนกับทหารทั่วๆ ไป เว้นแต่สามารถใช้หมวกทรงอ่อนสีเลือดหมูได้

            96. ทหารซึ่งเป็นนักกระโดดร่มประจำกอง ใช้สายยงยศไหมสีแดง  เป็นด้ายถัก  1  เส้น  ประดับต้มโลหะสีทอง  1  ตุ้ม และสายเกลี้ยง  2  เส้น ทำเป็นบ่วงคล้องไต้แขนขวา ปลายสายรวมติดที่ดุมอินธนูข้าขวา  ประกอบเครื่องแบบ เว้นชุดฝึกไม่ต้องใช้

            97. ทหารซึ่งจัดเป็นกองรักษาการณ์ภายใน และภายนอก ใช้เครื่องแบบประกอบด้วย

                   1. รองในหมวกเหล็กสีกากีแกมเขียว ด้านข้างหมวกมีอักษร  รก.สีขาว สูง 5 ซม. เขียนในลักษณะรูปวงกลม มีสายรัดคางหนังสีขาว กว้าง 1.5 ซม.

                   2. เสื้อคอเปิดสีกากีแกมเขียว

                   3. กางเกงขายาวสีกากีแกมเขียวแบบฝึก

                   4. เข็มขัดด้ายถักสีขาว มีรูปจักรดุมนูนอยู่กึ่งกลางหัวเข็มขัด

                   5. รองเท้าครึ่งน่องสีดำ เชือกผูกรองเท้าสีขาว

                   6. สายนกหวีดทำด้วยไหมสีขาว

                   7.  ซองปืนพกหนังสีขาว สำหรับนายทหารชั้นสัญญาบัตร

                   8. กระเป๋าซองกระสุนหนังสีขาว

            98. ทหารซึ่งมีหน้าที่ใช้เครื่องยนต์ ในเวลาประจำ ทำงานตามหน้าที่ ใช้เครื่องแบบฝึก หรือเครื่องแบบสนามจะใช้รองเท้าผ้าใบสีดำก็ได้

            99. ทหารราบ   ทหารม้า   ทหารปืนใหญ่ ซึ่งสังกัดหน่วยยานเกราะหรือหน่วยยานยนต์ติดอาวุธ เมื่อแต่งเครื่องแบบฝึกจะใช้หมวกทรงอ่อนสีน้ำตาลดำก็ได้

            100. ทหารที่มีหน้าที่ในการรักษาพยาบาล ในเวลาปฏิบัติหน้าที่ ในสนาม ให้แต่งเครื่องแบบสนาม เช่นเดียวกับทหารทั่วไป เว้นแต่ด้านหน้าและด้านหลังหมวก ให้มีเครื่องหมายกาชาดติด  ที่แขนเสื้อข้างซ้ายให้พันผ้าแขนสีขาวกว้าง 10 ซม. มีเครื่องหมายกาชาดอยู่ด้านนอก

            101. ทหารชายเว้นแต่พลทหารในเวลาแต่งเครื่องแบบปกติหรือเครื่องแบบสโมสร ที่กำหนดให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้ใช้รองเท้าหุ้มข้อหนังสีดำ

 

 

            102. ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ ให้มีเครื่องปะกอบเพิ่มขึ้นเฉพาะเวลาทำหน้าที่ดังต่อไปนี้

                   1. สักหลาดสีแดงกว้าง 10 ซม. พันรอบแขนขวา

                   2. เข็มขัดหนังสีดำหรือสีน้ำตาล หรือเข็มขัดด้ายถักตามที่เหล่าทัพกำหนด

                   3. อาวุธ ฟันแทงและซองดาบ หรืออาวุธยิงแล้วแต่กรณี

พรบ.เครื่องราชอิสรยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดี

            103. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี และทรงมีพระราชอำนาจ ที่จะพระราชทาน และเรียกคืน

            104. เครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานแก่ผู้ทำความดี ความชอบเป็นพิเศษ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ราชการทหารไม่ว่ายามสงครามหรือยามสงบ ตามมีดำหริ

            105. เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้แบ่งเป็น  6  ชั้น

                   1. ชั้นที่ 1 เสนาคบดี (ส.ร.)                   2. ชั้นที่  2  มหาโยธิน (ม.ร.)

                   3. ชั้นที่  3 โยธิน  (ย.ร.)                      4. ชั้นที่  4  อัศวิน  (อ.ว.)

                   5. ชั้นที่  5  เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร (ร.ม.ก.)     

                   6. ชั้นที่  6 เหรียญรามมาลา (ร.ม.)

 

ว่าด้วยการขอพระราชทานการ  เรียกคืนการส่งคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

            106. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ในระเบียบนี้ หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลช้างเผือก มงกุฏไทย  เหรียญอักษรมาลา และเหรียญจักพรรดิมาลาเท่านั้น

            107. ข้าราชการทหารชั้นสัญญาบัตร มีสิทธิพิจาราขอพระราชทานจะต้องประกองด้วย

                   1. เป็นผู้ปฏิบัติงานด้วยความอุตสาหะ ซื่อสัตย์สุจริต

                   2. เป็นผู้ปฏิบัติมีความสามารถปฏิบัติราชการเจริญก้าวหน้า

                   3. เป็นผู้ประพฤติและปฏิบัติตามกฏหมาย

                   4. เป็นผู้กระทำความดี รับผิดชอบประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน

                   5. ไม่เคยถูกงดบำเหน็จ อยู่ในระหว่างคดี หรือถูกสั่งพักราชการ

                   6. ต้องมีเวลาราชการไม่น้อยกว่า  5  ปี

                   7. ให้ขอตรงตามชั้นยศ

                   8. การขอพระราชทานเหรียญช้างเผือก และมงกุฏไทยจะขอพระราชทานได้แต่เฉพาะกรณีพิเศษ

            108. การขอพระราชทานตามชั้นยศ   ต่ำกว่าชั้นสายสะพาย

                   - ส.ต.                    เหรียญเงินมงกุฏไทย

                   - ส.ท.                    เหรียญเงินช้างเผือก

                   - ส.อ.                    เหรียญทองมงกุฏไทย

                   - จ.ส.อ.                 เหรียญทองช้างเผือก

                   - ร.ต./น1 ชั้น1       เบ็ญจมาภรณ์มงกุฏไทย

                 - ร.ต./น1 ชั้น 2      เบ็ญจมาภรณ์ช้างเผือก

                   - ร.ต./น1 ชั้น 3      จตุถาภรณ์มงกุฏไทย

                   - ร.อ.                     จตุถาภรณ์ช้างเผือก

                   - พ.ต.                    ตรีตราภรณ์มงกุฏไทย

                   - พ.ท.                    ตรีตราภรณ์ช้างเผือก

                   - พ.อ.                    ทวีตริยาภรณ์มงกุฏไทย

                   - พ.อ.(อัตราเงินเดือน พ.อ.พิเศษ) ทวีตริยาภรณ์ช้างเผือก

ว่าด้วยการแต่งกายแบบทหารในโอกาสต่าง ๆ

            109. ในโอกาสต่อไปนี้  ถ้าไม่มีคำสั่งหรือหมายกำหนดการอย่างอื่น ให้ทหารแต่งเครื่องแบบ ปกติขาว

              1. ไปในงานพระราชพิธี  หรือรัฐพิธี ตามหมายกำหนดการ

               2. เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่เป็นทางราชการ ในการส่งเสด็จ

               3. ไปในงานพิธีทางราชการที่กำหนดให้แต่งเครื่องแบบปกติ แต่มิได้กำหนดให้แต่งเครื่องแบบปกติชนิดใด

             4. ไปในงานพระราชทานเพลิงศพ ทหาร  ตำรวจ หรืองานฝังศพ

              5. ไปในงานพิธีของส่วนราชการของฝ่ายพลเรือน ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการพลเรือนแต่งเครื่องแบบปกติขาว

             6. ในงานพิธีหรืองานเลี้ยงรับรอง ที่เป็นเกียรติ  ถ้าจำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบปกติขาวให้แต่งได้ตามความเหมาะสม

            110. ในโอกาสต่อไปนี้  ถ้าไม่มีคำสั่งหรือหมายกำหนดการเป็นอย่างอื่น ให้ทหารแต่งเครื่องแบบ  ปกติกากีแกมเขียวคอแบะ

             1. การเยี่ยมคำนับเป็นทางการ

             2. ในการรายงานตนเอง

          3. ในงานพิธีกระทำสัตย์ปฏิญานตน ต่อธงชัยเฉลิมพลของทหาร

         4. ในพิธีที่เป็นเกียรติของหน่วย  เช่นพิธีรับประกาศนียบัตร พิธีเปิด - ปิด  การศึกษาสัมนาระหว่างประเทศ

           5. เมื่อเป็นตุลาการศาลทหาร เวลาพิจารณาคดี    ที่ตั้งศาลปกติ

            6. ไปในงานพิธีของส่วนราชการฝ่ายพลเรือนซึ่งกำหนดให้ข้าราชการพลเรือน แต่งเครื่องแบบปกติกากีคอตั้ง

            7. ในโอกาสที่สามารถแต่งเครื่องแบบได้ ทั้งชุดปกติขาว และชุดปกติกากีแกมเขียวคอแบะ ให้แต่งชุดปกติกากีแกมเขียวคอแบะ

            111. ในโอกาสต่อไปนี้  ถ้าไม่มีคำสั่งหรือหมายกำหนดการเป็นอย่างอื่น ให้แต่งเครื่องแบบ  ปกติกากีแกมเขียวคอพับ

                   1. ในการปฏิบัติราชการตามปกติ และในการศึกษาหรือดูงาน

                   2. ในการเดินทางภายในประเทศ เมื่อต้องแต่งเครื่องแบบ

 

                   3. ไปในงานพิธีของส่วนราชการฝ่ายพลเรือน ที่กำหนดให้ข้าราชการพลเรือน แต่งเครื่องแบบปกติกากีคอพับหรือเครื่องแบบตรวจราชการ

                   4. ไปในงานสังคมที่ต้องการความเป็นระเบียบ  เว้นกิจการค้า

            112. ในโอกาสต่อไปนี้ถ้าไม่มีคำสั่งหรือหมายกำหนดการให้แต่งเครื่องแบบฝึก

                   1. เมื่อทำการฝึก

                   2. เมื่อทำหน้าที่รักษาการณ์

                   3. เมื่อปฏิบัติราชการสนาม

                   4. เมื่อประจำแถวหรือคุมแถวทหาร

            113. ในโอกาสที่แต่งเครื่องแบบปกติขาว หรือปกติกากีแกมเขียวคอแบะ ให้พลทหารแต่งเครื่องแบบปกติ

            114. ทหารประจำการเมื่อออกไปนอกราชอาณาจักร จะแต่งเครื่องแบบมิได้เว้นแต่ในโอกาสต่อไปนี้

                   1. ขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ

                   2. เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน   เจ้านายต่างประเทศ  เข้าเยี่ยมคำนับประมุขของประเทศ

                   3. ไปดูการทหารหรือไปสมาคมกับทหาร    ที่นั้นมีการแต่งเครื่องแบบ

                   4. ไปฝึกวิชาทหารในต่างประเทศ

            115. ตามข้อ 114. ต้องสอดคล้องกับหมายกำหนดการนั้น ๆ 

            116. นายทหาร  นายสิบ  และพลอาสา ทุกนายแต่งกายนอกเครื่องแบบได้ ส่วนพลทหารกองประจำการ คงแต่งเครื่องแบบทุกโอกาส

            117. ผบ.พัน.สามารถออกบัตรอนุญาตแต่งกายนอกเครื่องแบบของพลทหารได้  เช่น พลทหารประจำตัว

            118. การแต่งกายของทหาร เมื่อทำงานโยธา ให้ ผบ.ร้อย.ขึ้นไปสั่งให้ทหารลดหย่อนเครื่องแต่งกาย ให้สวมหมวก  เสื้อคอกลมชั้นใน  กางเกงกีฬา  รองเท้าที่ทางราชการแจก

ข้อบังคับว่าด้วยการเคารพ

            119. ท่าเคารพเมื่ออยู่ตามลำพัง

                   1. สวมหมวกและมิได้ถือปืน ทำท่าวันทยาหัตถ์

                   2. มิได้สวมหมวกและมิได้ถือปืน 

                        - อยู่กับที่  ทำท่าตรงและทำแลขวา  - แลซ้าย

                        - เคลื่อนที่  ทำท่าเดินแล้วแลขวา - แลซ้าย

                   3. ถือปืน

                        - อยู่กับที่  ทำท่าวันทยาวุธ

                        - เคลื่อนที่  ทำท่าเดินแล้วแลขวา - แลซ้าย

                        - อยู่กับที่เมื่อสะพายอาวุธ ทำท่าตรงทำแลขวา-แลซ้าย

                   4. ขี่ม้า

                        - มิได้สะพายปืน ถ้าสวมหมวก ทำวันทยาหัตถ์

                        - มิได้สวมหมวกทำแลขวา - แลซ้าย

                        - สะพายปืนทำแลขวา-แลซ้าย

            120. ทหารต้องแสดงการเคารพต่อผู้ซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้

                   1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                   2. สมเด็จพระบรมราชินี

                   3. สมเด็จพระบรมราชชนนี

                   4. รัชทายาท

                    5. พระเจ้าแผ่นดินและพระชินีต่างประเทศ

                     6. เจ้าต่างประเทศซึ่งเป็เอกราช และเสด็จโดยมีธงราชวงศ์

                     7. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

                     8. นายกรัฐมนตรี

                     9. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

                  10. ทหารต่อทหาร หรือ ตำรวจ

                   11. ทหารต่างประเทศซึ่งแต่งเครื่องแบบ

                   12. พระบรมศพ และพระบรมอัฐฐิ

                   13. พระศพและพระอัฐฐิ พระบรมวงศ์

                   14. ศพซึ่งมีกองทหารแห่เป็นเกียรติยศ

                   15. ธงประจำกองทหาร

                   16. ธงประจำกองยุวชนทหาร

                   17. ธงประจำสำนักงานของรัฐบาลในขณะ ขึ้น - ลง

                   18. ธงมหาราช   ธงราชินี  ธงบรมราชวงศ์  ธงเอกราช เวลาผ่านหรือชัก ขึ้น ลง 

                   19. อนุสาวรีย์รูปบุคคล ซึ่งหล่อ  ปั้น  หรือทำด้วยหิน ตั้งไว้ในขณะรัฐบาลมีงานฉลอง

                   20. หัวหน้าคณะผู้แทนทางทูตของต่างประเทศที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่เป็นทางราชการ ในพระบรมมหาราชวัง

            121. ทหารกำลังเดินอยู่ให้หยุดทำการเคารพต่อผู้หรือสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้   

                   1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                   2. สมเด็จพระบรมราชินี

                   3. สมเด็จพระบรมราชชนนี

                   4. รัชทายาท

                   5. พระเจ้าแผ่นดินและพระชินีต่างประเทศ

                   6. เจ้าต่างประเทศซึ่งเป็เอกราช และเสด็จโดยมีธงราชวงศ์

                   7. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

                   8. นายกรัฐมนตรี

                    9. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

                   10. ผู้บังคับบัญชาของตนทุกชั้น

                   11. พระบรมศพ และพระบรมอัฐฐิ

                   12. พระศพและพระอัฐฐิ พระบรมวงศ์

                   13. ศพซึ่งมีกองทหารแห่เป็นเกียรติยศ

                   14. ธงประจำกองทหาร

                  15. ธงประจำกองยุวชนทหาร ทั้งนี้ให้ทำการเคารพ เมื่อมีระยะก่อนถึง  3  ก้าว และเลิกเคารพเมื่อผ่านไป  2  ก้าว

                   16. ธงประจำสำนักงานของรัฐบาลในขณะ ขึ้น - ลง

                   17. ธงราชนาวีประจำเรือใหญ่

                   18. ธงมหาราช   ธงราชินี  ธงบรมราชวงศ์  ธงเอกราช ธงเยาวชน  ในขณะ ชัก ขึ้น ลง 

            122. การเคารพด้วยธงประจำกองอยู่กับที่

                   1. ให้ลดธงลง

                   2. ให้ถือธงท่ายกธง

            123. การเคารพด้วยธงประจำกองเมื่อเคลื่อนที่ให้ถือธงท่ายกธง

            124. วิธีเคารพด้วยธงประจำกองเมื่ออยู่กับที่ ลดธงลงถวายความเคารพแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมศพ  พระบรมอัฐฐิ และประมุขต่างประเทศมาเยือนประเทศไทยเป็นทางราชการ  นอกจากนี้ไม่ต้องทำการเคารพด้วยธง  เว้นแต่เป็นธงประจำกองทหารเกียรติยศจัดสำหรับผู้หรือสิ่งใด ซึ่งให้ทำการเคารพด้วยท่ายกธง แก่ผู้นั้นหรือสิ่งนั้นด้วย      

             125. วิธีเคารพด้วยธงประจำกองเมื่อเคลื่อนที่ ถือธงท่ายกธง ถวายความเคารพแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระบรมศพ  พระบรมอัฐฐิเท่านั้น

            126. เมื่อธงแสดงการเคารพ ให้นายทหารรักษาธงทำท่าวันทยาวุธด้วยท่ากระบี่ และผู้ช่วยผู้เชิญธงทำแลขวา แลซ้าย

            127. การเคารพด้วยธงประจำกองนั้น ให้กระทำเฉพาะเมื่อธงที่เชิญที่คลี่ไว้ ควรบรรเลงเพลงเคารพ

            128. เพลงเคารพแบ่งแยกตามชนิดของเครื่องบรรเลง ได้ดังนี้

                   1. เพลงเคารพด้วยแตรวง คือ

                        ก. เพลงสรรเสริญพระบารมี

                        ข. เพลงชาติ

                        ค. เพลงมหาไชย

                        ง. เพลงมหาฤกษ์

                        จ. เพลงมาร์ทธงชัยเฉลิมพล 

                   2. แตรเดี่ยว

                   3. ขลุ่ย  กลอง

            129. การบรรเลงเพลงเคารพนั้นมีวิธีบรรเลง  2  วิธี คือ          

                   1. วิธีบรรเลงเพลงเคารพของเครื่องบรรเลงประจำแถว

                   2. วิธีบรรเลงเพลงเคารพของเครื่องบรรเลงที่มิได้ประจำแถว

            130. การบรรเลงเพลงเคารพทั้งสองวิธีนี้ กระทำเฉพาะเมื่อเครื่องบรรเลงอยู่กับที่ และเฉพาะในพิธีเกียรติยศ            

            131. สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี  สมเด็จพระบรมราชชนนี และรัชทายาท ทั้ง 4 พระองค์ ไม่ว่าในพิธีใด ๆ หรือไม่ก็ดี ต้องบรรเลงเพลงเคารพถวายเสมอ

            132. แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีสำหรับ

                   1. พระเจ้าอยู่หัว

                   2. สมเด็จพระบรมราชินี

                   3. สมเด็จพระบรมราชชนนี

                   4. พระบรมศพ และพระบรมอัฐฐิ

                   5. ธงมหาราช  ธงราชินี  ธงบรมราชวงศ์   ธงเยาวชน  เวลาผ่านหรือชักขึ้นลง

            133.แตรวงบรรเลงเพลงชาติสำหรับ

                   1. ธงประจำกองทหาร

                   2. ธงประจำกองยุวชนทหาร

                   3. ธงชาติประจำสำนักงานของรัฐบาลในขณะขึ้น ลง และธงราชนาวีประจำเรือใหญ่ในขณะทำพิธีขึ้น - ลง

            134. แตรวงบรรเลงเพลงมหาไชย สำหรับ

                   1. พระบรมวงศ์

                   2. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 

                   3. ธงราชวงศ์ เวลาผ่าน หรือ ขึ้น - ลง

                   4. นายทหารที่มียศ จอมพล / จอมพลเรือ / จอมพลอากาศ

            135. แตรวงบรรเลงเพลงมหาฤกษ์  สำหรับผู้หรือสิ่งอื่น ที่มิได้กล่าวในข้อ  132,133,134

            136. แตรวงบรรเลงเพลงมาร์ทธงชัยเฉลิมพล สำหรับธงประจำกองทหารในงานพิธี กระทำสัตย์ปฏิญานตนต่อ ธงชัยเฉลิมพล

            137. แตรเดี่ยว เป่าเพลงคำนับอย่างเดียว แต่ต่างกันด้วยจำนวนจบดังนี้

                   ก. เป่าสามจบ สำหรับผู้หรือสิ่งซึ่งแตรวงบบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติ

                   ข.เป่าสองจบ สำหรับผู้หรือสิ่งซึ่งแตรวงบรรเลงเพลงมหาไชย  

                   ค. เป่าหนึ่งจบ สำหรับผู้หรือสิ่งซึ่งแตรวงบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ และในพิธีเปลี่ยนกองรักษาการณ์ 

            138. ขลุ่ย  กลอง  บรรเลงเพลงมหาไชย ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   สมเด็จพระบรมราชินี  สมเด็จพระบรมราชชนนี  และรัชทายาท  และในพิธีเปี่ยนกองรักษาการณ์

            139. ถ้าแถวทหารนั้น ๆ  มีเครื่องบรรเลงเพลงหลายประเภท ให้ เป็นหน้าที่ของแตรวง ถ้าไม่มีแตรวง ให้เป็นหน้าที่ของแตรเดี่ยว  ส่วนขลุ่ย  กลอง  นั้น  ให้บรรเลงแต่เฉพาะไม่มีเครื่องบรรเลงอื่น ๆ        

เว้นแต่การบรรเลงเพลงเคารพเมื่อขณะเปลี่ยนกองรักษาการณ์  ถ้ามีแตรเดี่ยว ให้เป็นหน้าที่ของแตรเดี่ยว  ถ้าไม่มีแตรเดี่ยวให้เป็นหน้าที่ของขลุ่ย  กลอง ส่วนแตรวง บรรเลงเฉพาะเมื่อรับ ส่ง ธงประจำกอง

            140. เครื่องบรรเลงที่มิได้ประจำแถว บรรเลงเพลงเคารพเช่นเดียวกับเครื่องบรรเลงประจำแถวแต่บรรเลงเฉพาะถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี  สมเด็จพระบรมราชชนนี และรัชทายาท  เมื่อเสด็จเข้ามายังที่นั้น และเมื่อเสด็จกลับหรือเมื่อเสด็จผ่าน และบรรเลงเพลงเคารพ เพื่อเป็นเกียรติยศตามกำหนดการ

            141. ในโอกาสต่อไปนี้ ทหารไม่ต้องแสดงการเคารพแก่ผู้ใด

                   1. กำลังเล่นกีฬา

                   2. เมื่ออยู่ในที่ชุมชน ซึ่งต้องการความสงบ

                   3. เมื่อเจ็บป่วยอาการสาหัส

                   4. เมื่อแบกหามของหนัก

                   5. เมื่อกำลังรับประทานอาหารอยู่

                   6. เมื่อมีหน้าที่ต้องประจำในขบวน  หรือพิธีใด ๆ 

                   7. กำลังขับขี่ยานพาหนะ เคลื่อนที่ตามลำพับ ในที่คับขัน

                   8. เมื่อควบคุมนักโทษเดินไปนอกเรือนจำ

                   9. เมื่อกำลังทำการรักษาพยาบาลตามหน้าที่

            142. ทหารในความควบคุมซึ่งกำลังหัดหน้าที่ราชการสนาม  ผู้ควบคุมไม่ต้องบอกแสดงการเคารพ  แต่นเองทำความเคารพอย่างอยู่ตามลำพัง

            143. แถวที่กำลังเดินตามสบาย หรือวิ่ง ไม่ต้องทำการเคารพ

            144. ทหารซึ่งอยู่บนยานพาหนะ ให้ทำการเคารพโดยนั่ง หรือยืนอยู่บนรถนั้นได้  แต่ต้องสำรวมอริยาบถขณะเคารพให้สมควร

            145. ถ้ามิได้มีคำสั่งพิเศษ ในระหว่างตั้งแต่สวดมนต์ก่อนนอน ไปจนถึงรุ่งสว่าง  (เมื่อเห็นได้ถนัด ) หรือฝนตกถึงต้องเก็บอาวุธ   กองรักษาการณ์ไม่ต้องตั้งแถวแสดงการเคารพแก่ผู้ใด

            146. ทหารซึ่งมิได้แต่งเครื่องแบบ กองรักษาการณ์ไม่ต้องเรียกแถวทำการเคารพ

            147. ทหารที่ไปในงานพิธีของลูกเสือ ให้แสดงการเคารพต่อธงประจำกองลูกเสือเฉพาะในโอกาสนั้นตามเวลาอันสมควร           

ว่าด้วยการจัดกองทหารเกียรติยศ

            148. กองทหารเกียรติยศจัดสำหรับ

                   1. พระเจ้าอยู่หัว

                   2. สมเด็จพระบรมราชินี

                   3. สมเด็จพระบรมราชชนนี

                   4. รัรชทายาท

                   5. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

                   6. นายกรัฐมนตรี

                   7. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

                   8. ผบ.สส. , ผบ.ทบ. ,ผบ.ทร., ผบ.ทอ.

                   9. ประมุขของรัฐต่างประเทศ  ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ และแขกผู้มีเกียรติของรัฐบาล

                   10. พระบรมราชนุสาวรีย์และอนุสาวรีย์ประกอบคุณงามความดีแก่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง

                   11. ศพทหารซึ่งเสียชีวิตในขณะประจำการ

                   12. ธงชัยเฉลิมพล

            149. การจัดทหารกองเกียรติยศ  สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราชินี  ราชชนนี  รัชทายาท  ให้จัดเมื่อเสด็จในงานพิธี  หรือรัฐพิธี งานพิธีของทหาร หรือเสด็จประพาสต่างท้องถิ่น   

            150. สำหรับผู้สำเร็จราชการแทน ให้จัดเช่นเดียวกับข้อ 149

            151. สำหรับนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้จัดเมื่อไปราชการตามท้องถิ่น  และใในท้องถิ่นนั้นมีหน่วยทหารตั้งอยู่

            152. สำหรับ ผบ.สส.   ผบ.ทบ.   ผบ.ทร.  ผบ.ทอ.   ให้จัดเมื่อไปราชการต่างท้องถิ่น และในท้องถิ่นนั้นมีหน่วยทหารสังกัดอยู่

                        153. สำหรับประมุขของรัฐต่างประเทศ  ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ และแขกผู้มีเกียรติของรัฐบาล ให้จัดเมื่อมีการต้อนรับในโอกาสที่มาถึงประเทศไทยและโอกาสเดินทางกลับ หรือไปเยี่ยมท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เป็นทางราชการโดยพื้นที่นั้นมี่หน่วยทหารอยู่ 

            154. สำหรับพระบรมราชนุสาวรีย์ และอนุสาวรีย์ผู้ประกอบคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ ให้จัดเมื่อประกอบพิธี หรือจัดพิธีสมโภชน์เป็นทางราชการ

            155. สำหรับศพทหารซึ่งเสียชีวิตในขณะประจำการ ให้จัดเมื่อเวลาเผา  หรือฝังตามลัทธิศาสนาของผู้เสียชีวิต  แต่ให้งดสำหรับศพทหารซึ่งเสียชีวิต เนื่องจากตนเองกระทำความผิด หรือประพฤติชั่ว

            156. สำหรับธงชัยเฉลิมพล ให้จัดในเมื่อเวลารับ ส่ง ธง

            157 ถ้าจัดกองทหารเกียรติยศมากกว่า  1 ราย ในโอกาสเดียวกัน ให้จัดเฉพาะผู้ซึ่งทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงกว่าเท่านั้น

            158. ทหารกองเกียรติยศ ตามข้อ 148  (ตามข้อ 1 – 10) ให้จัด  1  กองร้อย  ถือปืนเล็กล้วน  มีแตรเดี่ยวและแตรวง  แต่ถ้าสำหรับพระเจ้าอยู่หัว  ราชินี ราชชนนี รัชทายาท และประมุขของรัฐต่างประเทศ ให้มีธงชัยเฉลิมพล ประจำกองทหารเกียรติยศด้วย

            159. กองเกียรติยศสำหรับศพทหาร

                   1. ศพทหารชั้นนายพัน ขึ้นไป จัด 1 กองร้อย  ถือปืนเล็กล้วน มีแตรเดี่ยวและแตรวง

                   2. ศพนายทหารชั้นนายร้อย จัดกำลังกึ่งกองร้อย ถือปืนเล็กล้วน มีแตรเดี่ยว

                   3. ศพนายทหารชั้นประทวน และศพนักเรียนนายทหาร จัดกำลัง  1  หมวด ถือปืนเล็กล้วน

มีแตรเดี่ยว

              4. ศพพลทหาร และนักเรียนทหาร ที่สำเร็จเป็นนายสิบ จัดกำลัง  1  หมู่ ถือปืนเล็กล้วนมีแตรเดี่ยว

            160. กองทหารเกียรติยศ  สำหรับ รับ หรือ ส่ง  ธงชัยเฉลิมพล จัด  1  หมวด ถือปืนเล็กล้วนมีแตรเดี่ยว  หรือขลุ่ย  กลอง

            161. ถ้าจัดกองทหารเกียรติยศ ถ้ามีหลายศพในที่เดียวกัน และเวลาเดียวกัน ให้จัดกำลังตามอัตราของศพ ที่มียศสูงแต่เพียงรายเดียว

 

            162. ทหารในกองเกียรติยศ โดยปกติแต่งเครื่องแบบพิเศษ (ถ้ามี) หรือเครื่องแบบฝึก  สวมถุงมือ สำหรับนายทหารชั้นจ่านายสิบ ขึ้นไปให้คาดกระบี่

            163. การจัดทหารกองเกียรติยศสำหรับผู้เป็นนายทหารพิเศษ ของหน่วยใดให้จัดจากหน่วยนั้น หรือศพทหารหน่วยใด ให้จัดจากหน่วยนั้น

            164. ในกรณีต่อไปนี้ ผบ.กองทหารเกียรติยศไม่ต้องรายงานตัว

                   1. เมื่อเป็นกองทหารเกียรติยศสำหรับพระเจ้าอยู่หัว   ราชินี  ราชชนนี  รัชทายาท  หรือผู้สำเร็จราชการแทน  ในงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี ต่าง ๆ ของสำนักราชวัง

                   2. เมื่อ ผบ.กองเกียรติยศไม่มีโอกาสรายงานตัวได้  เช่นผู้รับการเคารพผ่านไปเร็ว

            165. การรายงานตัวให้รายงาน ดังนี้

                   1. ศัพนาม และยศ  ชื่อของ ผบ.กองทหารเกียรติยศ

                   2. เป็นผู้บังคับกองทหารเกียรติยศสำหรับผู้ใด

                   3. มีกำลังของทหารเกียรติยศเท่าใด และถ้าจัดกำลังทหารผสมจาก ทบ.,ทร., ทอ. ก็ให้จำแนกนวนหน่วยทหารตามเหล่านั้น       

                   4. กล่าวเชิญตรวจกองทหารเกียรติยศ เป็นใจความว่า ขอเชิญให้เกียรติตรวจแถวกองทหารเกียรติยศต่อไป

                   5. คำลงท้ายรายงาน  เช่น ครับ หรือคำอื่นใด ตามฐานันดรศักดิ์ ของผู้รับรายงาน

            166. กำลังกองทหารเกียรติยศ

                    - 1 กองร้อยจัด  3 มว.

                  - กึ่งกองร้อยจัด 2 มว.

                   - 1 มว.จัด 2 หมู่

                   - 1 หมู่จัด 10 นาย

            167. การจัดกองเกียรติยศสำหรับนายทหารนอกประจำการ ต้องเข้าหลักเกณฑ์ ดังนี้

                   1. ผู้ที่ได้รับพระราชทานโกศบรรจุศพ

                  2. ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตั้งแต่ชั้น ป.ม. ขึ้นไป

                   3. ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ หรือเหรียญดุษฎีมาลา เข็มกล้าหาญ

                   4. ผู้ที่เคยรับราชการในกองทัพบกมียศตั้งแต่พลตรีขึ้นไป

                  5. ผู้ที่มียศต่ำกว่าพลตรี แต่มีความชอบในการปฏิบัติราชการเป็นอย่างมาก และปรากฏความดีเด่น ซึ่ง ผบ.ทบ.เป็นผู้อนุมัติ

                    168. การแต่งกายของทหารหญิงในเวลาแต่งเครื่องแบบ และความประพฤติ

                   1. ห้ามมิให้ทหารหญิงแต่งหน้าด้วยประการใด ๆ นอกจากใช้แป้งผัดหน้าและทาปาก ซึ่งให้กระทำได้เพียงบาง ๆ เท่านั้น

                  2. ห้ามมิให้ทหารหญิงใช้เครื่องอาภรณ์อันมีค่าต่าง ๆ ประดับภายนอก  นอกจากนาฬิกาข้อมือ และแหวนเรียบ ๆ เพียง 1 วง

                   3. ในเวลาตั้งครรภ์เกิน  3  เดือน ห้ามมิให้แต่งเครื่องแบบ

                   4. ในเวลาแต่งเครื่องแบบ และมิใช่เวลาปฏิบัติราชการ หรือไปราชการ ห้ามมิให้ทหารหญิงเดินคู่กับบุคคลต่างเพศ เว้นแต่สามี  บิดา  ปู่ ตา  ผู้สืบสันดาน  พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันเท่านั้น

                   5. ทหารหญิงต้องมีวัฒนธรรม  วางตนสมเกียรติของทหาร

                   6. การคบหากับบุคคลต่างเพศ ต้องไม่เกินขอบเขตอันสมควร

            169. การทวนคำสั่งในที่ประชุมไม่ต้องทวนคำสั่ง ถ้าสั่งการด้วยวาจาแก่บุคคล ให้ทวนคำสั่งตั้งแต่ผู้บังคับหมวดลงไป

 

ประมวลวินัยทหาร ภาค  4

            - ว่าด้วยกฏหมายเกี่ยวกับทหาร

            - ระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2517

            - พระราชบัญญัติธง พ.ศ.2522          

            1. ศาลทหารแบ่งออกเป็น  3  ชั้น

                   1. ศาลทหารชั้นต้น

                   2. ศาลทหารชั้นกลาง

                   3. ศาลทหารสูงสุด            

            2. ในเวลาที่มีการรบหรือการสงคราม หรือประกาศใช้กฏอัยการศึก จะให้มีศาลอาญาศึกก็ได้

            3. ศาลทหารชั้นต้น ได้แก่

                   1. ศาลจังหวัดทหาร                                                             2. ศาลมณฑลทหาร

                   3. ศาลทหารกรุงเทพ ฯ                                       4. ศาลประจำหน่วยทหาร

            4. ทุกจังหวัดทหารให้มีศาลจังหวัดทหารศาลหนึ่ง  เว้นแต่จังหวัดทหารที่ตั้งกองบัญชาการมณฑลทหาร และทุกมณฑลทหาร ให้มีศาลมณฑลศาลหนึ่ง เว้นแต่มณฑลทหารที่ตั้งศาลทหารอยู่ในกรุงเทพ ฯ

            5. ศาลทหารเหล่านี้อาจไปนั่งพิจารณา    ที่ใดภายในเขตอำนาจได้ตามความจำเป็น

            6. เมื่อหน่วยทหารปฏิบัติหน้าที่ อยู่นอกราชอาณาจักร หรือกำลังเดินทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ นอกราชอาณาจักร และมีกำลังทหารไม่น้อยกว่า 1 กองพัน จะให้ตั้งศาลประจำหน่วยทหารนั้นก็ได้

            7. การแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการศาลทหารสูงสุด และศาลทหารชั้นกลาง ให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงแต่งตั้งและถอดถอน ส่วนศาลทหารอื่น ๆ  พระมหากษัตริย์อาจมอบพระราชอำนาจให้แก่ผู้บังคับบัญชาทหาร หรือ รมว.กลาโหม เป็นผู้แต่งตั้ง และถอดถอนตามพระราชบัญญัติ ที่ว่าด้วยการแต่งตั้งตุลาการ 

            8. ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฏหมายทหาร หรือกฏหมายอื่น ๆ  ทางอาญาในคดี ผู้ซึ่งกระทำผิดเป็นบุคคล ที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด          

            9. คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

                   1. คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร กับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร กระทำผิดด้วยกัน

                   2. คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรีอน

                   3. คดีที่ต้องดำเนินในคดีเด็กและเยาวชน

                   4. คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

            10. คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน เมื่อศาลพลเรือนได้รับประทับฟ้องแล้ว แม้จะปรากฏภายหลังว่า เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็ตาม

            11.บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

                   1. นายทหารสัญญาบัตรประจำการ

                   2. นายทหารสัญญาบัตรนอกประจำการ  เฉพาะเมื่อกระทำผิดติ่คำสั่ง หรือข้อบังคับตามประมวลกฏหมายอาญาทหาร

                   3. นายทหารชั้นประทวนและพลทหารกองประจำการ

                   4. นักเรียนตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

                   5. ทหารกองเกินที่ถูกเข้ากองประจำการ ซึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้รับตัวไว้ เพื่อให้เข้ารับราชการประจำการอยู่ในหน่วยทหาร

                   6. พลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร เมื่อกระทำหน้าที่ราชการทหาร หรือกระทำผิดอย่างอื่น เฉพาะ ใน หรือ บริเวนอาคารที่ตั้งหน่วยทหาร

                   7. บุคคลที่ซึ่งต้องขัง หรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฏหมาย

                   8. เชลยศึกหรือชนชาติศัตรู ซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร              

            12. ศาลทหารชั้นต้นมีเขตอำนาจ ดังนี้

                   1. ศาลจังหวัดทหาร มีเขตอำนาจตามพื้นที่จังหวัดทหาร

                   2. ศาลมณฑลทหาร มีเขตอำนาจตามพื้นที่มลฑลทหาร

                   3. ศาลทหารกรุงเทพ ฯ มีเขตอำนาจไม่จำกัดพื้นที่ แต่โดยปกติถ้าการกระทำผิดนั้น เกิดขึ้นในท้องถิ่น ที่มีศาลทหารก็ให้พิจารณาพิพากษาในศาลทหารท้องถิ่นนั้น

                   4. ศาลประจำหน่วยทหารมีอำนาจเหนือบุคคลที่สังกัดหน่วยทหารนั้นโดยไม่จำกัดพื้นที่

                   5. ทหารกองเกินที่ถูกเข้ากองประจำการซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้รับตัวไว้ เพื่อให้เข้ารับราชการประจำอยู่ในหน่วยทหาร

            13. เมื่อมีคำร้องขอของอัยการทหาร หรือผู้ต้องหา รมว.กห. มีอำนาจสั่งให้ส่งผู้ต้องหา ไปดำเนินคดีศาลทหารตามที่ร้องขอได้

            14. ศาลจังหวัดทหาร มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาได้ทุกบทกฏหมาย  เว้นแต่คดีที่จำเลยมียศนายทหารสัญญาบัตร

            15. คดีที่ศาลจังหวัดทหารไมไไมีอำนาจพิพากษา ให้ศาลจังหวัดทหารนำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลมณฑลทหาร หรือศาลทหารกรุงเทพ ฯ พิพากษา

            16. ศาลมณฑลทหารและศาลประจำหน่วยทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ตามกฏหมาย เว้นคดีที่จำเลยมียศชั้นนายพลหรือเทียบเท่า

            17. ศาลทหารกรุงเทพ ฯ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฏหมายไม่จำกัดยศ

            18. ศาลทหารชั้นกลาง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทรคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้น

            19. ศาลทหารชั้นสูงสุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษา บรรดาคดีที่อุทธรคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลทหารชั้นกลาง  คดีที่ศาลทหารสูงสุดพิจารณาและให้เป็นอันถึงที่สุด

            20. ในการดำเนินกระบวนพิจารณาตุลาการ นายเดียวมีอำนาจ ดังนี้

                   1. ออกหมายเรียก  ออกหมายอาญา  ออกหมายสั่งให้ส่งคนมา จากหรือไปจังหวัดอื่น

                   2. ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพากแห่งคดี

            21. ศาลจังหวัดทหารต้องมีตุลาการ  3  นาย เป็นองค์คณะพิจารณา คือ  นายทหารชั้นสัญญาบัตร 2 นาย ตุลาการพระธรรมนูญ  1 นาย

            22. ศาลมณฑลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ฯ  และศาลประจำหน่วยทหาร ต้องมีตุลาการ 3 นาย เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคือ นายทหารสัญญาบัตร 2 นาย ตุลาการพระธรรมนูญ 1 นาย

            23. ศาลทหารชั้นกลางต้องมีตุลาการ 5 นาย  เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา คือ นายทหารชั้นนายพล 1 หรือ 2 นาย  นายทหารชั้นนายพันขึ้นไป 1 หรือ 2 นาย  ตุลาการพระธรรมนูญ 3 นาย

            24. ศาลทหารชั้นสูงสุด ต้องมีตุลาการ 5 นาย เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา  คือ นายทหารชั้นนายพล 2 นาย  ตุลาการพระธรรมนูญ 3 นาย

              25. ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการ คือ

                   1. ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาจังหวัดทหาร มีอำนาจแต่งตั้งนายทหารชั้นสัญญาบัตร ซึ่งรับราชการอยู่ในพื้นที่จังหวัดนั้น  ๆเป็นตุลาการศาลจังหวัดทหาร

                   2. ผู้มีอำนาจบังคับบัญชามณฑลทหาร  เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งนายทหารชั้นสัญญาบัตร ซึ่งรับราชการอยู่ในพื้นที่มณฑล นั้น ๆ  เป็นตุลาการศาล มณฑลทหาร

                   3. ผูมีอำนาจบังคับบัญชาหน่วยทหาร เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งนายทหารชั้นสัญญาบัตร ซึ่งรับราชการอยู่ในหน่วยนั้น เป็นตุลาการประจำหน่วยทหาร

                   4. รมว.กห. เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลทหารกรุงเทพ

            26. ผู้มีอำนาจนี้จะแต่งตั้งนายทหารนอกประจำการเป็นตุลาการก็ได้

            27. ตุลาการพระธรรมนูญ เป็นตุลาการในศาลทหารได้ทุกศาล แต่ต้องมียศทหารตามชั้นศาล ดังนี้

                   1. ศาลทหารชั้นต้น ต้องเป็นนายทหารชั้นนายร้อยขึ้นไป

                   2. ศาลทหารชั้นกลาง ต้องเป็นนายทหารชั้นนายพันขึ้นไป

                   3. ศาลทหารชั้นสูงสุด ต้องเป็นนายทหารชั้นพันเอก รับเงินเดือนอัตรา พันเอกพิเศษ

            28. ในศาลทหารชั้นต้น ตุลาการซึ่งมิใช่ตุลาการพระธรรมนูญต้องมียศทหารสูงกว่า หรือเท่าจำเลย ที่มียศทหารสูงสุด  ยศจำเลยให้ถือในขณะฟ้อง         

            29. ในศาลทหารชั้นต้น ถ้าไม่มีนายทหารที่มียศสมควรเป็นตุลาการ ครบองค์คณะ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการ ตามในมาตรา 30 จะแต่งตั้งนายทหารที่เห็นควรเป็นตุลาการก็ได้ และจะแต่งตั้งตุลาการสำรองขึ้นก็ได้

            30. เมื่อตุลาการไม่สามารถจั่งพิจารณาครบองค์คณะ ให้ตุลาการสำรองนั่งเป็นตุลาการเพื่อให้ครบองค์และมีอำนาจหน้าที่ดังตุลาการ

            31. ให้ตุลาการที่มีอาวุโสสูงสุด เป็นประธานในการพิจารณาพิพากษา

พรบ.ว่าด้วยวินัยทหาร 2476

            1. วินัยทหารคือ การที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร

            2. ตัวอย่างการกระทำผิดวินัยทหาร

                        1. ดื้อดึง ขัดขืน หลีกเลี่ยงหรือละเลย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ของ ผบช.เหนือตน

                   2. ไม่รักษาระเบียบการเคารพ ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย

                   3. ไม่รักษามารยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมมเนียมของทหาร

                   4. ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีในหมู่คณะทหาร

                   5. เกียจคร้าน ละทิ้ง หรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ

                   6. กล่าวคำเท็จ

                   7. ใช้กิริยาวาจาไม่สมควรหรือประพฤติไม่สมควร

                   8. ไม่ตักเตือนสั่งสอน หรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังบัญชาที่กระทำความผิดตามโทษาณุโทษ

                   9. เสพเครื่องดองของเมาจนเสียกิริยา

              3. ผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่รักษาวินัย หากจำเป็นต้องใช้อาวุธ เพื่อปราบผู้ก่อการกำเริบ หรือบังคับทหารผู้ละทิ้งหน้าที่ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ช่วยเหลือในครั้งนี้จะไม่ต้องรับโทษในการกระทำลงไป แต่ให้รายงาน ผบช.ถึง รมว.กห.

            4. อำนาจการลงฑัณท์มี 5 สถาน

                   1. ภาคทัณฑ์ คือผู้กระทำความผิด เป็นความผิดอันสมควรจะต้องได้รับทัณฑ์สถานหนึ่งสถานใด แต่มีเหตุอันควรปราณีจึงแสดงความผิดของผู้นั้น ให้ปรากฏหรือให้ทำทัณฑ์บนไว้      

                   2. ทัณฑกรรม  คือการทำงาน  สุขาภิบาลโยธา เพิ่มจากหน้าที่ประจำ ซึ่งตนต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยามนอกจากหน้าที่ประจำ

                   3. กัก คือ  กักตัวไว้ในบริเวณหนึ่ง ตามแต่จะกำหนดให้

                   4. ขัง คือ ขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคน แล้วแต่จะสั่ง

                   5. จำขัง คือ ขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร

                        - นอกจากทัณฑ์ที่กล่าวไว้นี้ห้ามมิให้คิดขึ้นใหม่ หรือวิธีลงทัณฑ์อย่างอื่นเด็ดขาด            สน.จ.

            5. ผู้มีอำนาจลงฑัณท์แก่ผู้กระทำผิดได้นั้นคือ 

                   1. ผู้บังคับบัญชา

                   2. ผู้ซึ่งให้ได้รับมอบหมาย อำนาจให้บังคับบัญชา ตามที่ กห ส่วนราชการที่ขึ้นตรง กห.ทบ.

                        - ผบ.พัน.         จำขัง    ผบ.หมู่                     15        วัน

                        -                                   พลทหาร         1          เดือน

                        -                       ขัง        ผบ.มว.            7          วัน

                                                            ผบ.หมู่           15        วัน       

                                                            พลทหาร        1          เดือน

                        -                       กัก       ผบ.ร้อย                       3          วัน

                                                            ผบ.มว.            7          วัน

                                                            ผบ.หมู่             15        วัน

                                                            พลทหาร          1          เดือน

                        - ผบ.ร้อย.        ขัง        ผบ.หมู่             7          วัน

                                                            พลทหาร          15        วัน

                        - ผบ.ร้อย.        กัก       ผบ.มว.            3          วัน

                                                            ผบ.หมู่             7          วัน

                                                            พลทหาร          15        วัน

                        - ผบ.มว.          กัก       ผบ.หมู่             3          วัน                                                

                                                                     พลทหาร          7          วัน

 

                         6. ผู้ลงทัณฑ์ หรือผู้รับทัณฑ์ ถ้าตำแหน่งไม่ตรงตามความในมาตรา  10 แห่งหมวดนี้ให้ถือตามที่ได้เทียบตำแหน่งไว้ในข้อบังคับทหาร

            7. กำหนดอำนาจลงทัณฑ์ ตามที่ตราไว้นั้นผู้มีอำนาจสั่งลงทัณฑ์เต็มที่ได้สถานใดสถานหนึ่งสถานเดียวถ้าสั่งลงทัณฑ์สองสถานพร้อม ๆ กัน ต้องกำหนดทัณฑ์ไว้เพียงกึ่งหนึ่งของอัตราในสถานนั้น ๆ ห้ามมิให้ลงทัณฑ์คราวเดียวกันมากกว่าสองสถาน

            8. ก่อนที่ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์จะสั่งลงทัณฑ์ให้พิจารณาให้ถี่ถ้วน  ผู้ที่จะได้รับทัณฑ์นั้นมีความผิดจริงและต้องแจ้งให้ผู้กระทำผิดทราบว่ากระทำผิดในข้อใดเพราะเหตุใด แล้วจึงลงทัณฑ์ 

            9. ถ้าผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ ข้าราชการชั้นสัญญาบัตร  ต้องส่งรายงานการลงทัณฑ์ นั้นเสนอตามลำดับจนถึง รมว.กห.

            10. ถ้าผู้บัฝคับบัญชาทราบว่าผู้มีความผิด  ความผิดนั้นควรรับทัณฑ์ ที่เหนืออำนาจจะสั่งกระทำได้ก็ให้รายงานชี้แจงความผิดนั้นทั้งออกความเห็นว่าควรจะได้รับทัณฑ์เพียงใดเสนอตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจลงทั ณฑ์เพื่อสั่งการ

            11. ถ้าเป็นความผิดที่มีการวางอัตรากำหนดทัณฑ์ไว้โดยแน่นอน แล้ว เช่น ฐานขาดหนีราชการเป็นต้น หากกำหนดทัณฑ์นั้นเหนืออำนาจของ ผบช. ที่จะสั่งลงทัณฑ์ได้ก็ให้นำเสนอเพียงผู้การกรม

            12.นายทหารที่เป็นหัวหน้าที่การควบคุมทหาร ไปโดยลำพังให้มีอำนาจที่จะสั่งลงทัณฑ์ ผู้อยู่ใต้อำนาจในระหว่างเวลาควบคุมอยู่ นั้นเสนอผู้มีอำนาจเหนือจากตำแหน่งของตนไปอีกชั้นหนึ่งได้  เว้นระดับ แม่ทัพ จึงไม่ต้องเพิ่ม

            13. ถ้าผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ผู้กระทำความผิดในฐานขังแล้ว และผู้ที่รับขังนั้นกระทำผิดซ้ำอีก  ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์จะสั่งเพิ่มทัณฑ์ที่ให้พิจารณากำหนดทัณฑ์ที่ได้สั่งไว้ก่อน ห้ามมิให้กำหนดเวลาให้ผู้ต้องถูกขัง ทั้งกำหนดเดิมและกำหนดเพิ่มใหม่ รวมกันเกินกว่ากำหนดอำนาจของที่จะสั่งลงทัณฑ์นั้น

            14. เมื่อผู้มีอำนาจได้สั่งลงทัณฑ์ตาม พรบ.นี้แล้ว ผบช.เหนือผู้สั่งลงทัณฑ์จะเพิ่มทัณฑ์หรือลงทัณฑ์หรือยกทัณฑ์เสียก็ได้ แต่ถ้าเพิ่มทัณฑ์ทัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นกับที่สั่งไว้เดิมต้องไม่เกินอำนาจของผู้สั่งใหม่นั้น

            15. นับตั้งแต่ปรากฏหลักฐานความผิด ถ้าผู้มีอำนาจมิให้จัดการลงทัณฑ์ ภายใน  3  เดือน จะสั่งลงทัณฑ์โดยอำนาจตนเองมิได้ เว้นแต่ผู้กระทำผิดนั้นขาดหนีราชการก็ให้ลงทณฑ์เมื่อกลับมายังที่รับราชการ

            16. การที่ ผบช.กระทำแต่ตนด้วยการอันไม่เป็นยุติธรรมตามกฏหมายหรือแบบธรรมเนียมทหาร ว่าตนได้รับผลประโยชน์หรือสิทธิตามที่ควรได้รับในราชการนั้น เรียกว่า ร้องทุกข์

            17. ทหารจะร้องทุกข์ให้แก่ตนเองเท่านั้น  ห้ามร้องทุกข์แทนผู้อื่น หรือห้ามมิให้ลงชื่อรวมกัน หรือเข้ามาร้องทุกข์พร้อมกันหลายคน และห้ามมิให้ประชุมการ เพื่อหารือเรื่องที่จะร้องทกข์

            18. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาที่ตนกำลังเข้าแถว หรือขณะกำลังทำหน้าที่ราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เวลาเป็นยาม เป็นเวร และห้ามมิให้ร้องทุกข์ก่อนเวลาล่วงไปแล้ว 24 ชม. นับตั้งแต่มีเหตุร้องทุกข์เกิดขึ้น

            19. ห้ามมิให้ร้องทุกข์ว่า ผบช.ลงทัณฑ์แรงเกินไป ถ้าหาก ผบช.ลงทัณฑ์มิได้เกินจำนวน

            20. ถ้าจะกล่าวโทษผู้ใด ให้ร้องทุกข์ต่อ ผบช.โดยตรงของผู้นั้น จะร้องทุกข์ด้วยวาจา หรือเขียนเป็นหนังสือก็ได้

              21. ถ้าผู้ร้องทุกข์ไม่ทราบชัดว่า ตนได้รับความเดือดร้อนเพราะใครแน่ ก็ใหีร้องทุกข์เพื่อเสนอไปตามลำดับจนถึงที่สุด

            22. ถ้าเขียนความร้องทุกข์เป็นจดหมายแล้ว จดหมายนั้นจะต้องลงลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์  ถ้าไม่มีลายมือชื่อ ผบช.จะไม่พิจารณา

            23. เมื่อผู้ใดร้องทุกข์ต่อ ผบช.และเวลาล่วงเลยไป 15 วัน ยังไม่ได้รับความชี้แจงประการใด ทั้งความเดือดร้อนยังไม่ปลดเปลื้อง ให้ร้องทุกข์ ต่อ ผบช.เหนือชั้นสูงไปเป็นตามลำดับ  และให้ชี้แจงด้วยว่า ได้ร้องทุกข์ต่อ ผบช.ใดมาแล้วเมื่อใด

            24. ถ้า ผบช.ได้รับเรื่องร้องทุกข์  ได้ชี้แจงให้ผู้ร้องทุกข์ทราบแล้ว แต่ผู้ร้องทุกข์ยังไม่หมดความสงสัย ก็ให้ร้องทุกข์ต่อ ผบช.ชั้นเหนือไปอีกได้ และต้องชี้แจงว่าได้ร้องทุกข์ต่อใคร และได้รับการชี้แจงอย่างใด

            25. ถ้าผู้รร้องทุกข์เป็นความเท็จหรือการร้องทุกข์กระทำไปโดยผิดระเบียบ ผู้ร้องทุกข์มีความผิดต่อวินัยทหาร

- ระเบียบ กห ว่าด้วยการลงทัณฑ์ทหารหนีราชการ

            26. ในเวลาไม่ปกติ หมายความว่า ในเวลาที่มีการรบ สถานะสงครามหรือประกาศใช้กฏอัยการศึก

            27. ในเวลาปกติ หมายความว่า เวลาอื่นที่มิได้มีการรบ สถานะสงคราม หรือประกาศใช้กฏอัยการศึก

            28. ขาดราชการ หมายความว่า ขาดจากหน้าที่ราชการ ดังต่อไปนี้

                   1. ขาดไม่ถึง 24 ชม. ต่อหน้าราชศัตรู

                   2. ขาดไม่ถึง 3 วัน ในเวลาไม่ปกติ

                   3. ขาดโดยมิได้รับอนุญาตหรือเมื่อพ้นกำหนดลาในเวลาปกติไม่ถึง 15 วัน

             29. หนีราชการ หมายความว่า ขาดจากหน้าที่ราชการ ดังต่อไปนี้

                   1. ขาด 24 ชม.ต่อหน้าราชศัตรู

                   2. ขาด 3 วัน ในเวลาไม่ปกติ

                   3. ขาดโดยมิได้รับอนุญาตหรือเมื่อพ้นกำหนดลาในเวลาปกติ 15  วัน

                   4. ขาดโดยเจตนาจะหลีกเลี่ยงจากราชการตามคำสั่งให้เคลื่อนกำลังทหารบก  ทางเรือ  ทางอากาศ ไปจากที่ตั้ง หรือคำสั่งเรียกระดมพล

            30. การนับครั้งขาดราชการหรือหนีราชการ และการคำนวนวันลงทัณฑ์ให้ถือเกณฑ์ ดังนี้

 

                   1. ถ้าหนีราชการให้นับครั้งเฉพาะในการหนีราชการ

                   2. ถ้าขาดราชการให้นับครั้งที่ขาดราชการรวมกับครั้งที่หนีราชการ

                   3. ถ้าขาดราชการไม่ถึง 24 ชม. ในเวลาปกติ ไม่ให้นับเป็นครั้งและไม่ต้องลงทัณฑ์ตามข้อบังคับ

                   4. การคำนวนวันลงทัณฑ์ ถ้ามีเศษของวันให้ตัดออก

            31. ทหารซึ่งขาดราชการในเวลาปกติ ให้ ผบช.ปฏิบัติดังนี้

                   1. ขาดราชการแล้วกลับเอง

                        - ครั้งที่  1  ทำทัณกรรมไม่เกิน  3  วัน วันละไม่เกิน  6  ชม.

                        - ครั้งที่  2  ขังกึ่งจำนวนวันที่ขาดราชการ

                        - ครั้งที่  3  และครั้งต่อ ๆ  ไป ขังเท่าจำนวนวันขาดราชการ

                               2. หนีราชการแล้วกลับเอง

                        - ครั้งที่  1 จำขัง 1 ใน 4 ของจำนวนวันที่ หนีราชการ

                        - ครั้งที่  2  จำขังกึ่งหนึ่งของวันที่หนีราชการ

                        - ครั้งที่ 3 และครั้งต่อไป จำขังเท่าจำนวนวันที่หนีราชการ

                   3. ขาดราชการหรือหนีราชการแล้วถูกจับส่งตัว ให้ลงทัณฑ์ 2 เท่าของอัตราที่ได้กำหนดใช้

            32. ทหารที่ขาดราชการในเวลาไม่ปกติ ให้ ผบช.ปฏิบัติ ดังนี้

                   - ครั้งที่  1  ขังเท่าจำนวนวันที่ขาดราชการ 

                   - ครั้งที่  2  ขัง  2  เท่าของจำนวนวันที่ขาดราชการ

                   - ครั้งที่ 3  และครั้งต่อ ๆ ไป ให้พิจารณาลงทัณฑ์ขังตามสมควร แก่ความผิด แต่ทัณฑ์จะต้องไม่น้อยกว่าขาดราชการในเวลาไม่ปกติครั้งที่  2   

            33. ทหารหนีราชการในเวลาไม่ปกติ ให้ ผบช.ปฏิบัติ ดังนี้

                   - ครั้งที่  1 ไม่เกิน  30  วัน  ถ้ากลับเอง ให้ลงทัณฑ์จำขังเท่ากับจำนวนวันที่หนี  ถ้าถูกจับส่งตัว ให้จำขัง  2  เท่า

                   - ครั้งที่  1 เกินกว่า  30 วัน หรือครั้งที่  2  ให้ ผบช.ส่งตัวผู้นั้นไปฟ้องศาล เว้ณแต่มีเหตุอันควรปราณีเป็นกรณีพิเศษ ให้ ผบช.ลงทัณฑ์ตามสมควรแก่ความผิด แต่ทัณฑ์ต้องไม่น้อยกว่าครั้งที่  1

                   - ครั้งที่  3 และครั้งต่อ ๆ ไป หรือหนีราชการโดยเจตนาให้ ผบช.ส่งตัวไปฟ้องศาล     

            34. ทหารซึ่งหนีราชการในกรณีต่อไปนี้ ให้ ผบช.ส่งตัวฟ้องศาล

                   1. เมื่อคำนวนวันลงทัณฑ์ ต้องรับทัณฑ์จำขังเกินกว่า 6 เดือน

                   2. หนีราชการไปแล้วมีข้อหาว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาอย่างอื่น

            35. ทหารซึ่งหนีราชการจนคดีขาดอายุความไปแล้ว ให้ปลดเป็นพลทหารกองหนุนประเภท  2  หรือพ้นจากราชการทหารประเภท  2  แล้วแต่กรณี

            36. ทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนซึ่งเข้ารับราชการในการระดมพล  ถ้าขาดหรือหนีราชการให้ลงทัณฑ์ตามระเบียบนี้โดยอนุโลม

            37. ถ้าหากเข้ารับราชการในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหารหรือเพื่อทดสอบความพลั่งพร้อม ถ้าขาดราชการหรือหนีราชการให้ลงทัณฑ์ตามระเบียบแต่ไม่เกินกว่า  3  เดือน

            38. ผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์

                   1. ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

                   2. กระทำความผิดนอกเหนือจากข้อ  1  ต้องรับโทษจำคุก

                   3. ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นคนล้มละลาย

                   4. ขัดคำสั่ง  ผบช. ซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฏหมาย ซึ่งเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

                   5. เปิดเผยความลับของทางราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

                   6. ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

                  7. ต้องหาคดีอาญาและหลบหนีไป

                  8. หนีราชการทหารในเวลาราชการ

                   9. ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

            39. ผู้ซึ่งไม่สมควรดำรงอยู่ในยศทหาร สำหรับนายทหารสัญญาบัตร ให้รายงานตามลำดับชั้น จนถึง รมว.กห. เพื่อพิจารณา เพื่อถอดยศ

            40. สำหรับนายทหารประทวน ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงระดับแม่ทัพ หากเห็นสมควรให้ถอดยศจะได้ดำเนินการ 

            41. การถอดยศให้ถอดตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

พรบ.เรือนจำทหาร

            42.เรือนจำ หมายความว่าที่ซึ่ง รมว. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก  รมว.กำหนดให้เป็นเรือนจำของทหาร

            43. ผู้ต้องขังหมายความรวมตลลอดถึงนักโทษ  คนต้องขัง และคนฝาก

                   - นักโทษหมายความว่า บุคคลซึ่งถูกจำคุกภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุด

                   - คนต้องขัง หมายความว่า บุคคลที่ถูกขังตามหมายขัง

                   - คนฝาก  หมายความว่า บุคคลผู้ถูกฝากให้ควบคุมไว้ในเรือนจำของทหาร

            44.  เจ้าพนักงานเรือนจำจะรับบุคคลใดไว้เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำได้ ต่อเมื่อได้รับหมายของศาลทหาร หรือหมายขังของผู้มีอำนาจสั่งลงโทษหรือเอกสารอันเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ

            45. การย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำทหาร ไปเรือนจำพลเรือน  ให้เป็นไปตามความมติตกลงระหว่าง รมว.กห. กับ รมต. ซึ่งบัญชาการราชทัณฑ์

          46. ทัณฑ์ทางวินัยที่จะลงแก่ผู้ต้องขังนั้น มีดังนี้

                   1. ภาคทัณฑ์

                   2. งดหรือลดสิทธิต่าง ๆ โดยมีกำหนดเวลา

                   3. ขังเดี่ยวไม่เกิน  4  เดือน

                   4. ขังห้องมืดไม่มีเครื่องหลับนอน ไม่เกิน 48 ชม.ใน  1  สัปดาห์ โดยความเห็นชอบของแพทย์ฝ่ายทหาร

 

                   5. เฆี่ยนคราวหนึ่งไม่เกิน  20  ที  ในความควบคุมของแพทย์ฝ่ายทหารแต่ต้องเฆี่ยนคราวต่อไป เว้นแต่จะล่วงพ้นเวลา  30  วัน  จากวันเฆี่ยนคราวที่แล้ว  ถ้าผู้ต้องขังซึ่งเป็นหญิงห้ามเฆี่ยน

                   6. ใช้หรือเพิ่มเครื่อพันธนาการ

            47. ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขังเว้นแต่

                   1. เป็นบุคคลที่ทำอันตรายต่อชีวิต หรือร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น

                   2. เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

                   3. เป็นบุคคลที่น่าจะพยายามหลบหนีการควบคุม

                   4. เมื่อถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำ จนท.ควบคุมเห็นเป็นการสมควร

                   5. เมื่อเป็นการสมควรจะต้องใช้เครื่องพันธนาการ เนื่องแต่สภาพของเหตุการณ์ท้องถิ่น            

            48. ผบ.เรือนจำ หรือ จนท.เรือนจำ อาจใช้หรือสั่งใช้อาวุธอื่น นอกจากอาวุธปืน แก่ผู้ต้องขังในกรณีต่อไปนี้

                   1. เมื่อปรากฏว่าผู้ต้องขังกำลังหลบหนี หรือพยายามจะหลบหนี และไม่มีทางจะป้องกันอย่างอื่น นอกจากใช้อาวุธ

                   2. เมื่อผู้ต้องขังก่อการวุ่นวาย หรือพยายามใช้กำลังเปิดหรือทำลายส่วนหนึ่งส่วนไดเรือนจำ

                   3. เมื่อปรากฏว่าผู้ต้องขังจะทำร้ายเจ้าพนักงานหรือผู้อื่น

            49. ผบ.เรือนจำ หรือ จนท.เรือนจำ อาจใช้หรือสั่งใช้ อาวุธปืนแก่ผู้ต้องขังในกรณีต่อไปนี้

                   1. ผู้ต้องขังไม่ยอมวางอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้วาง

                   2. ผู้ต้องขังที่กำลังหลบหนี ไม่ยอมหยุดเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้หยุด และไม่มีทางอื่นที่จะจับกุมได้

                   3. ผู้ต้องขังตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ก่อการวุ่นวายหรือใช้กำลังเปิด หรือทำลายส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือนจำ หรือทำลายเจ้าพนักงาน หรือผู้อื่น และไม่ยอมหยุดเมื่อสั่งให้หยุด

            50. ในการจับกุมผู้หลบหนีภายใน 24 ชม.นับตั้งแต่เวลาหนี  เจ้าพนักงานเรือนจำอาจใช้อำนาจตามที่กล่าวโดยอนุโลม

            51. มาตรา 14 นักโทษคนใดประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง 

                   1. ให้ได้รับความสะดวกเป็นพิเศษ ในเรือนจำ

                   2. เลื่อนชั้น

                   3. ตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ

                   4. ลาไม่เกิน  4  วันในคราวหนึ่ง           

                   5. พักการลงโทษภายในเงื่อนไขที่  รมต. กำหนด

            52. ถ้านักโทษเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากช่วยเหลือเจ้าพนักงาน  หรือกระทำตามหน้าที่ ให้ได้รับสิทธิตามมาตรา  14 

            53. ในกรณีฉุกเฉินอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต หรือควาาปลอดภัยของผู้ต้องขัง ถ้าเจ้าพนักงานเรือนจำไม่สามารถจะย้ายผู้ต้องขังไปควบคุมไว้    ที่อื่นได้ทัน จะปล่อยผู้ต้องขังเป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องไม่รายงานตัวยังที่ตั้งหน่วยทหาร หรือที่ว่าการอำเภอภายใน  24  ชม. 

 

            54. ผู้ใดเข้าไปในเรือนจำโดยมิได้รับอนุญาต หรือนำสิ่งของหรือนำออกสิ่งของต้องห้าม แก่ผู้ต้องขัง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน  1  ปี หรือปรับไม่เกิน  500 บาท  ถ้าเป็นเจ้าพนักงาน ให้เพิ่มโทษทวีคูณ

            55. เรือนจำทหาร แบ่งออกเป็น  3  ประเภท

                   1. เรือนจำมณฑลทหาร

                   2. เรือนจำจังหวัดทหาร

                   3. เรือนจำกรมกองทหาร หรือ เรือนจำทหารชั่วคราว

            56. เรือนจำมณฑลทหาร จัดตั้งตามมณฑลทหาร โดยปกติสำหรับกุมขังผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นคนของมณฑลทหารนั้น ถ้าผู้ต้องขังรับอาญาจำคุกเกินกว่า  5  ปี หรือ ไม่ไว้วางใจ จะส่งไปฝากคุมขังยังเรือนจำฝ่ายพลเรือนที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่นก็ได้

            57. เรือนจำจังหวัดทหารจัดตั้งขึ้นตามจังหวัดทหารซึ่งมิได้อยู่ในจังหวัดเดียวกับมณฑลทหาร สำหรับควบคุมขังผู้ต้องขัง ที่เป็นคนของจังหวัดนั้น แต่ถ้าผู้ต้องขังต้องรับอาญาจำคุกเกินกว่า 2 ปีขึ้นไป หรือไม่ไว้วางใจ จะส่งตัวไปฝากคุมขังยังเรือนจำมณฑลทหารหรือเรือนจำฝ่ายพลเรือนในท้องถิ่นก็ได้           

            58. เรือนจำกรมกองทหารจะตั้งขึ้นตามหน่วยทหาร หรือสถานที่บางแห่งที่เห็นสมควร และจำเป็น สำหรับคุมขังผู้ต้องขังในกรมกองนั้น

            59. เรือนจำทหารต่อไปนี้ มีฐานะเทียบเท่าเรือนจำมณฑลทหาร

                   1. เรือนจำสถานีทหารเรือกรุงเทพ ฯ

                   2. เรือนจำสถานีทหารเรือสัตหีบ

                   3. เรือนจำทหารอากาศ

            60. ผู้ต้องขังแยกออกเป็น  3  ประเภท

                   1. คนต้องขังระหว่างสอบสวน

                   2. คนต้องขังตามคำสั่งของ ผบช.

                   3. นักโทษ

            61. คนต้องขังตามข้อ 1,2 สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ

                   1. นายทหารสัญญาบัตร

                   2. นายทหารชั้นประทวน พลทหารและบุคคลอื่น ๆ จำพวกหนึ่ง

            62. นักโทษแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

                   1. ชั้นเยี่ยม

                   2. ชั้นดีมาก

                   3. ชั้นดี

                   4. ชั้นกลาง

                   5. ชั้นเลว

                   6. ชั้นเลวมาก

            63. นักโทษที่เข้าใหม่ให้อยู่ในชั้นกลาง จนกว่าจะมีการเลื่อนวางชั้นนักโทษหรือลดชั้น  เว้นแต่เคยต้องโทษมาแล้ว และมาต้องโทษคราวนี้ภายใน  5  ปี  กับความผิดไม่มใช้ฐานลหุโทษ หรือประมาท  ให้อยู่ในชั้นเลว

            64. เครื่องพันธนาการอันพึงใช้แก่ผู้ต้องขังนั้น กำหนดไว้ ดังนี้

                   1. ตรวน

                   2. กุญแจมือ

                   3. โซ่ล่าม

            65. ตรวนมี  2  ขนาด คือ

                   1. ขนาดวัดผ่าศูนย์กลาง 10  มม.

                   2. ขนาดวัดผ่าศูนย์กลาง 17  มม.

                        - โดยปกติจะใช้ขนาด 10  มม. จะใช้ขนาด 17  มม. เมื่อจำเป็น

            66. ผู้มีอำนาจสั่งใช้เครื่องพันธนาการ และเพิกถอนคือ ผบ.เรือนจำ

            67. ในกรณีที่จะนำผู้ต้องขังไปนอกเรือนจำ ถ้าจะใช้เครื่องพันธนาการให้ใช้กุญแจมือ  เว้นแต่นักโทษหรือคนต้องขังคดีอุจฉกรรณ์ จะใช้ตรวนก็ได้

            68. ห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง อายุเกิน 60 ปี หรือผู้ต้องขังหญิง เว้นแต่เป็นบุคคลดุร้ายหรือวิกลจริต

            69. เวลาเข้า ออกห้องขัง ออกเวลา 0600 เข้าเวลา 1800 หากไม่เหมาะแก่กิจการให้ ผบ.เรือนจำกำหนด        

            70. เมื่อเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นในเรือนจำ  เจ้าพนักงานเรือนจำต้องแจ้งผู้บังคับเรือนจก และต้องปฏิบัติ ดังนี้

                   1. รวบรวมเจ้าพนักงาน เรือนจำ ทำการป้องกันโดยกวดขัน

                   2. ให้แจ้งเหตุต่อนายทหารเวร  ทหารเวรรักษาการณ์ หรือกองรักษาการณ์ที่อยู่ใกล้

                   3. รีบรายงานผู้บัญชาการเรือนจำ

            71. ผู้ต้องขังให้มีเงินติดตัวไม่เกิน  10  บาท นอกนั้นฝากแก่ผู้บังคับเรือนจำ

            72. ผู้บังคับเรือนจำจังหวัด และเรือนจำกรมกองทหาร มีอำนาจลวทัณฑ์ ดังนี้

                   1. ภาคทัณฑ์

                   2. งดหรือลดสิทธิต่าง ๆ ได้ มีกำหนดไม่เกิน 2 เดือน

                   3. ขังเดี่ยวไม่เกิน 15 วัน

            73. ผู้บังคับเรือนจำมณฑล และผู้บังคับเรือนจำสถานีทหารเรือกรุงเทพ มีอำนาจการลงทัณฑ์ ดังนี้ 

                   1. ภาคทัณฑ์

                   2. งดหรือลดสิทธิต่าง ๆ ได้ มีกำหนดไม่เกิน 3 เดือน

                   3. ขังเดี่ยวไม่เกิน 1  เดือน

            74. ผู้บัญชาการเรือนจำขึ้นไป มีอำนาจลงทัณฑ์ได้ทุกสถาน แต่การงดหรือลดสิทธิต่าง ๆ  นั้นมีกำหนดไม่เกิน 6 เดือน

            75. ในกรณีที่กระทำการจับเป็นความผิดจะต้องรับโทษหลายสถานนั้น  ห้ามมิให้ลงโทษเกินกว่า 2 สถาน 

      

            76. สำหรับผู้ต้องขังที่ดื้อด้านได้รับทัณฑ์ทางวินัยมาแล้วไม่น้อยกว่า  2  ครั้ง หรือขัดคำสั่ง ผบช. แม้นเพียงแต่ครั้งเดียว ถ้าประพฤติผิดอีก ให้ ผบช.การเรือนจำ มีอำนาจสั่งทัณฑ์หรือเพิ่มทัณฑ์อีกได้ตามสมควร

            77. สำหรับการเยี่ยมผู้ต้องขัง ให้เยี่ยมได้เฉพาะวันหยุด 1200 – 1500 เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ก็ให้ผู้บังคับเรือนจำมีสิทธิอนุญาตให้เยี่ยมเป็นพิเศษ

            78. ผู้ต้องขังระหว่างการสอบสวน ห้ามเยี่ยมเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้บังคับเรือนจำ

            79. การอนุญาตให้ลานั้น จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อผู้บัญชาการเรือนจำได้พิจารณา แล้วเห็นความจำเป็นและได้รับอนุญาตจาก รมว.กห.

            80. เงื่อนไขระหว่างพักการลงโทษนั้น กำหนดไว้  3  สถาน  คือ

                   1. ให้ละเว้น การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง

                        - ไม่กระทำผิดอาญาขึ้นอีก

                        - ไม่เข้าไปในเขตท้องที่ที่กำหนดไว้

                        - ไม่ประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย  เช่น เสพยาบ้า เล่นการพนัน

                   2. ให้การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง

                        - ให้รายงานตนเองต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองเดือนละ  1  ครั้ง

                        - ให้กระทำการหาเลี้ยงชีพ ตามที่พนักงานจัดหาให้

                        - ให้กระทำการหาเลี้ยงชีพในกิจการงานซึ่งผู้นั้นมีอยู่แล้วหรือญาติหาให้

                        - ให้ปฏิบัติกิจทางศาสนา

                3. ให้ละเว้นและให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ตามข้อ 1 ,2

            81. เมื่อถึงกำหนดปล่อยตัวผู้ต้องขังให้ปฏิบัติ ดังนี้

                   1. เรียกสิ่งของที่จ่ายประจำตัว คืน

                   2. คืนทรัพย์สินของผู้ต้องขังไป

                   3. ทำหลักฐานในการปล่อย

                   4. ถ้าผู้ต้องขังไม่มีเครื่องแต่งกายให้จ่ายให้สำรับหนึ่ง

                   5. ออกบัตรแสดงบริสุทธิให้

            82. เมื่อจะมีการปล่อยตัวผู้ต้องขัง ให้แจ้งผู้บังคับเรือนจำ แจ้งกรมกองเพื่อจัดเจ้าหน้าที่มารับตัว

            83. การยื่นเรื่องร้องทุกข์เมื่อผู้บังคับเรือนจำได้รับหนังสือร้องทุกข์หากไม่ใช่เป็นกรณีต่อไปนี้ ให้เปิดานตรวจดูและปฏิบัติ ดังนี้

                   1. สอบข้อเท็จจริง

                   2. แก้ไขหรือช่วยเหลือตามคำร้องขอข้อความตามสมควรแก่กรณี

                   3. เสนอผู้บังคับการเรือนจำ พร้อมกับรายงานชี้แจงการปฏิบัติ

ความมุ่งหมายในการจัดการรักษาการณ์

            1. เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

            2. เพื่อเป็นเกียรติซึ่งทางราชการเห็นสมควร

 

            3. เพื่อเป็นการฝึกอบรมให้ทหารมีความอดทน คุ้นเคยต่อการปฏิบัติหน้าที่     

            ข้อบังคับทหารว่าด้วยการรักษาการณ์

            1. กองรักษาการณ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

                   1. กองรักษาการณ์ภายใน

                   2. กองรักษาการภายนอก

            2. กองรักษาการณ์ภายนอกคือ กองรักษาการณ์ซึ่งจัดไปรักษาการณ์ นอกบริเวนที่ตั้งหน่วยทหาร และเรียกตามสถานที่หรือทำเลที่ตั้งนั้น

            3. กองรักษาการณ์ภายในคือ กองรักษาการณ์ซึ่งจัดไปรักษาการณ์ภายในบริเวนที่ตั้งหน่วยทหาร และเรียกตามหน่วยทหารนั้น

            4. ผู้มีอำนาจสั่งจัดกองรักษาการณ์ภายนอกได้นั้น คือ ผู้มีตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการจังหวัดทหาร

            5. ผู้มีอำนาจสั่งจัดกองรักษาการณ์ภายในนั้น  ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ ผบ.พัน.ขึ้นไป

            6. ผู้บังคับบัญชาของกองรักษาการณ์คือ

                   1. ผู้มีอำนาจสั่งจัดกองรักษาการณ์

                   2. ผู้บังคับบัญชาในหมายเลข  1  จนถึง รมว.กห.

            7. กองรักษาการณ์ภายใน ให้นายทหารที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ประจำหน่วยนั้น ๆ เป็นบังคับบัญชาโดยตรง

            8. กำลังของกองรักษาการณ์จะมีมากน้อยเพียงใด เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจสั่งจัด ซึ่งจะพิจารณาโดยคำนวนได้จากหน้าที่รักษาการณ์ และจำนวนผลัดประกอบด้วยความสำคัญ ซึ่งกองรักษาการณ์จะต้องระมัดระวัง และหฃให้มีสำรองตามสมควร

            9. การแต่งกายของทหารที่ทำหน้าที่รักษาการณ์ ให้แต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกเหล็กหรือรองในหมวกเหล็ก และใช้ปืนเล็กยาวหรืออาวุธประจำกายอื่น ๆ  ที่หน่วยทหารนั้นใช้ นายทหารคาดกระบี่  เว้นแต่สารวัตรทหาร ให้แต่งเครื่องแบบสารวัตรทหาร และในกรณีที่มีเครื่องหมายสารวัตรทหารใช้ตามโอกาสต่าง ๆ  ให้ใช้เครื่องแบบในโอกาสปฏิบัติงานตามปกติ

            10. ถ้าในโอกาสใดหรือสถานที่ใด ซึ่งผู้มีอำนาจสั่งจัดกองรักษาการณ์ เห็นว่าควรจะให้แต่งกายเป็นอย่างอื่น หรือใช้ให้มีอาวุธอย่างอื่นไปด้วย ก็ให้สั่งจัดไปได้เป็นพิเศษ

            11. กระสุนประจำกองรักษาการณ์ ความจะมีเป็นจำนวนเท่าใด แล้วแต่ผู้มีอำนาจสั่งจัดกองรักษาการณ์ จะเห็นสมควรโดยพิจารณา ถึงความสำคัญซึ่งกองรักษาการณ์ จำเป็นต้องระวังรักษาประกอบกับโอกาส ที่จะต้องใช้

            12. ทหารยามและหมู่ตรวจต้องเก็บกระสุนไว้ในกระเป๋ากระสุนประจำตัว การให้ทหารยามหรือหมู่ตรวจบรรจุกระสุนเตรียมพร้อมใช้นั้น จะทำได้ต่อเมื่อได้รับคำสั่ง จากผู้มีอำนาจสั่งจัดกองรักษาการณ์

 

            13. ทหารซึ่งจะจัดไปเป็นกองรักษาการณ์จะใช้ทหารเหล่าพรรคใดให้ต่างกองทัพต่างกำหนด

 

 

            14. ผบ.กองรักษาการณ์ ผู้ช่วย ผบ.รก.   นายยามหรือจ่ายาม จะใช้ทหารชั้นใด แล้วแต่ผู้มีอำนาจสั่งจัดกองรักษาการณ์

            15. ใน รก.แห่งใด ควรมีหน่วยตรวจหรือไม่ และจะมีกี่หมู่ในหมู่หนึ่งจะมีจำนวนเท่าใด แล้วแต่ผู้มีสั่งจัดกองรักษาการณ์ 

            16. ทหารยามแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

                   1. ยามคู่

                   2. ยามเดี่ยว

            17. ทีใดสมควรจะวางยามประเภทใด แล้วแต่ความสำคัญของสถานที่นั้น ๆ  สำหรับยามคู่ ทหารอีกคนหนึ่งจะใช้นายสิบหรือจ่าก็ได้

            18. รก.ใด สมควรมีพลแตรเดี่ยว พลขลุ่ย พลกลอง แตรวงหรือธงประจำกอง ให้ผู้มีอำนาจสั่งจัด รก.กำหนด

            19. โดยปกตินายยาม จ่ายาม  หมู่ตรวจ  และทหารยาม จัดให้มี  4  ผลัด แต่ถ้าในโอกาสที่มีความจำเป็นอย่างอื่น ผู้มีอำนาจสั่งจัด รก.จะลดเหลือเพียง 3 ผลัดก็ได้

            20.   ที่ตั้ง รก. ให้มีบัญชีพล แสดงจำนวนทหาร และให้ยืนยันไว้โดยละเอียดทั้งต้องแสดงไว้ให้ทราบด้วยว่าทหารคนใดจะต้องเข้าประจำหน้าที่ใด  เป็นผลัด ๆ โดยแน่ชัด

            21. ในที่ใดหรือหน่วยใด สมควรจะเปลี่ยน รก.ในเวลาใด ให้เป็นหน้าที่ของ ผู้มีอำนาจสั่งจัด รก.กำหนด

            22. จนท.รก.ได้แก่

                   1. ผบ.รก.

                   2. ผช.ผบ.รก.

                   3. นายยาม

                   4. หมู่ตรวจ

                   5. ทหารยาม

            23. ผู้มีอำนาจตรวจระเบียบ รก.ได้นั้นคือ

                   1. ผู้มีอำนาจสั่งจัด รก.  และ ผบช.ชั้นเหนือขึ้นไปจนถึง รมว.กห.

                   2. ผบช.ทหารซึ่งเข้ากิจ รักษาการณ์ ตั้งแต่ ผบ.พัน.ขึ้นไป

                   3. เสนาธิการทหารบกแห่งหน่วยทหารที่จัดตั้ง รก.นั้น

                   4. นายทหารผู้รับมอบให้มาตรวจกิจรักษาการณ์ แทน ผบช. โดยมอบหมายลายลักษณ์อักษร  

หน้าที่ผู้บังคับกองรักษาการณ์

            1. มีหน้าที่บังคับบัญชาทหาร ซึ่งจัดเป็นกองรักษาการณ์โดยเด็ดขาดก่อน 1 ชม. ที่จะนำทหารเคลื่อนออกจากโรงทหารหรือไปทำหน้าที่รักษาการณ์

            2. ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้สั่งจัด รก. และ ผบช.ชั้นเหนือ จนถึง รมว.กห.

            3. ผบ.รก.จะไปจากที่ตั้ง รก.ไม่ได้ เว้นแต่ไปในกิจหน้าที่รักษาการณ์ กับห้ามการอนุญาตให้ทหารไปจาก รก. หรือ ลด หรือย้ายที่ยืนยาม โดยพละการ นอกจากทหารป่วยและเมื่อเกิดอัคคีภัย

 

            4. ผบ.รก.มีอำนาจให้ทหารใน รก.ใช้อาวุธได้ตามสมควรแก่กรณีต่อไปนี้

                   - เพื่อป้องกันรักษาบุคคล หรือสิ่งซึ่งได้รับมอบให้รักษา

                   - เพื่อป้องกันมิให้อันตรายร้ายแรง บังเกิดแก่กองรักษาการณ์

                   - เพื่อบังคับผู้ต้องขังซึ่งก่อการกำเริบหรือทำการขัดขวาง

กองรักษาการณ์หนีหรือพยายามหนีจากที่คุมขังในการใช้อาวุธนี้ถ้าอาจจะทำได้ ให้เตือนผู้ซึ่งคนจะปราบด้วยอาวุธให้รู้ล่วงหน้า

            5. ถ้ามีเหตุไม่ปกติ เช่นมีการวิวาทต่อสู้ในที่ใกล้เคียง ที่ตั้ง รก. ผบ.รก. ต้องรีบแจ้งต่อ จนท.ตำรวจ ให้ทราบหรือถ้าเห็นเป็นการสมควรก็ให้ระงับหรือจับกุมได้ อันหนึ่งถ้ามีบุคคลประชุมกันก่อเหตุร้ายหรือสงสัยว่าจะก่อเหตุร้ายใหล้ที่ตั้ง รก. ก็ให้ ผบ.รก.เตรียมพร้อมที่จะปราบปรามได้ทันที

            6. เมื่อ จนท.ตำรวจร้องขอให้ รก.ช่วยเหลือ ผบ.รก.เห็นสมควรก็ให้จัดทหารไปช่วยได้ แต่ไม่เกิน 1 ใน 3 ของจำนวนทหาร

           7. ถ้า จนท.ตำรวจหรือสารวัตรทหาร ขอให้ รก.รับ และคุมผู้ซึ่งตำรวจหรือ สารวัตรทหารจับได้ ก็ให้ ผบ.รก.รับไว้ แล้วรายงานให้ผู้สั่งจัด รก.ทราบ

            8. ถ้าบุคคลใดต้องบาดเจ็บหรือป่วย    บริเวนที่ตั้ง รก. ให้ ผบ.จัดการช่วยเหลือแล้วรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ช่วยจัดการต่อไป

            9. ถ้าทหารที่ รก.ป่วย ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้  ผบ.รก.ต้องส่งกลับไปยังหน่วยที่สังกัด และขอทหารอื่นมาแทน

10. ถ้า ผบ.รก.ป่วยไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้มอบให้ ผช.ผบ.รก.ทำการแทนชั่วคราว และรายงานไปยังผู้มีอำนาจสั่งจัด ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต จะไปไม่ได้เป็นอันขาด

11. ถ้ามีเหตุการณ์อย่างร้ายแรงเกิดขึ้น  ผบ.รก.ต้องรีบรายงานให้ผู้มีอำนาจสั่งจัดทราบทั้งบอกด้วยว่าตนเองได้จัดการไปแล้วอย่างไร

12. ถ้าที่ตั้ง รก.แห่งใด มีผู้ต้องขังอยู่ด้วย ผบ.รก.มีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมขัง ผู้ต้องขัง ดังต่อไปนี้

     1. จัดการควบคุมให้เป็นการถูกต้องตามระเบียบ

     2. ระวังไม่ให้ผู้ต้องขังหนีไปได้เป็นอันขาด

                   3. ให้ผู้ต้องขังรับอาหารที่สมควรและถูกต้องตามเวลา

     4. เวลาเปลี่ยน รก.ต้องตรวจรับผู้ต้องขัง

     5. ถ้าที่คุมขังไม่มั่นคงหรือชำรุด ผบ.รก.ต้องจัดการป้องกัน และรายงานไปยังผู้มีอำนาจสั่งจัดทราบ

     6. ถ้าผู้ต้องขังร้องทุกข์ต่อ ผบ.รก. ในเรื่องที่เกี่ยวกับการคุมขัง ให้ ผบ.รก.พิจารณาและถ้าเห็นสมควรก็จัดการแก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ให้รายงานผู้มีอำนาจสั่งจัด

       7. ห้ามมิให้ ผบ.รก.ปล่อยหรือส่งผู้ต้องขังไปยังแห่งหนึ่งแห่งใด โดยพละการ นอกจากจะเป็นไปตามคำสั่งหรือระเบียบผู้ที่มีอำนาจสั่งจัดได้กำหนดไว้

     8. เมื่อมีผู้นำผู้ต้องขังมาส่ง    ที่ตั้ง รก. หรือเมื่อจะส่งผู้ต้องขังไป ผบ.รก.ต้องตรวจบัญชีหลักฐานให้ถูกต้องกับตัวจริง

 

     9. ถ้าผู้ต้องขังหนีไปต้องรีบรายงานต่อผู้มีอำนาจสั่งจัดโดยเร็ว

13. ถ้าเกิดเพลิงใหม้ขึ้น    ที่ตั้งกองรักษาการณ์ ให้ ผบ.รก. อำนวยการดับเพลิงและแจ้งให้ จนท.ทราบทันที ถ้าเหนือความสามารถที่จะดับได้ก็ให้ทหารออกจากที่ตั้งไปอยู่ที่ใกล้เคียง ซึ่งปราศจาคอันตรายพร้อมผู้ต้องขังด้วย

14. ในเมื่อเกิดอัคคีภัยหรืออุทกภัย จะเป็นเหตุให้ทหารยาม    ที่นั้น ประสบอันตราย ผบ.รก. ต้องจัดการย้ายทหารยามไปที่ใกล้ที่เดิมให้มากที่สุด ถ้าไม่สามารถทำได้ ก็ให้นำกลับที่ตั้ง เมื่อหมดอันตรายให้กับที่เดิมทันที

15. ผบ.รก.ประจำเรือนจำ ซึ่งมี จนท.บังคับบัญชา รับผิดชอบในเรือนจำโดยเฉพาะอยู่แล้ว มีหน้าที่ ดังนี้

     1. อำนวยการรักษาการณ์ แต่เพียงภายนอก ถ้ามีผู้ต้องขังก่อการกำเริบภายในเรือนจำ และเจ้าหน้าที่เรือนจำร้องขอต้องเข้าช่วยปราบปรามทันที

     2. เมื่อเข้าประจำทำกิจรักษาการณ์ ผบ.รก.ไม่ต้องตรวจ รับผู้ต้องขัง ไม่ต้องรับผิดชอบถ้าผู้ต้องขังหนีด้วยอุบายใด ๆ ซึ่งต้องมีการตระเตรียมอันไม่สามารถจะหนีได้จากภายนอก แต่ถ้ามีผู้ต้องขังหนี ผบ.รก.ต้องรีบรายงานให้ผู้สั่งจัดทราบ

            16. ถ้า รก.มีหน้าที่รักษากำปั่น หรือหีบบรรจุเงิน หรือของหลวงอย่างใดอยู่ด้วย ผบ.รก.มีหน้าที่ดังนี้

1.ถ้ากำปั่นหรือหีบบรรจุเงิน หรือของหลวงตั้งอยู่    ที่ตั้ง รก. จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดเปิดกำปั่น หรือหีบได้ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบ ที่ผู้มีอำนาจสั่งจาก รก.ได้กำหนดไว้

     2. ถ้ากำปั่นหรือหีบมิได้อยู่  ณ ที่ตั้ง รก.แต่ รก.ต้องจัดทหารไปเป็นยามรักษาอยู่ การเปิดกำปั่นหรือหีบให้ปฏิบัติตามระเบียบซึ่งหน่วยนั้นได้กำหนดขึ้นโดยเฉพาะ       

หน้าที่ ผช.ผบ.รก.

            1. ตรวจ จนท.รักษาการณ์ซึ่งมีตำแหน่งต่ำกว่าตนให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการณ์โดยเคร่งครัดเรียบร้อยปราศจาคข้อบกพร่อง

            2. ปฏิบัติตามคำสั่งของ ผบ.รก. และ ผบช.ของกองรักษาการณ์

การเปลี่ยนกองรักษาการณ์

            1. ก่อนเวลา  1  ชม.ให้ ผบ.รก.เรียกประชุมบรรดาทหารที่จะเข้ากองรักษาการณ์ จัดการตรวจอาวุธ เครื่องแต่งกาย ตลอดจนสอบถามและแนะนำหน้าที่รักษาการณ์ แล้วจึงนำทหารไปยังที่ตั้งกองรักษาการณ์

            2. วิธีเปลี่ยนกองรักษาการณ์ให้ปฏิบัติดังนี้

                 1. รก.ทั้งใหม่และเก่า จัดแถวหน้ากระดาน  2  แถว ปิดระยะหันหน้าเข้าหากันพอสมควร

                 2. ผู้บังคับกองรักษาการณ์ต่างคนต่างบอกให้ทหารทำท่าวันทยาวุธ พร้อมกัน ถ้ามีแตรเดี่ยวให้เป่าเพลงคำนับ 1 จบ ถ้ามีขลุ่ย กลอง ให้บรรเลง            

                 3. เมื่อเสียงแตรหรือขลุ่ย  กลองจบลง ผบ.รก.ต่างบอกเรียบอาวุธ เฉพาะ ผบ.ทำท่าวันทยาวุธจังหวะหนึ่ง เดินเข้าหากันห่างกันประมาณ  3  ก้าว ให้ทำท่าวันทยาวุธจังหวะ  2  ผบ.ใหม่รายงานบอกยศและนามหน่วยของทหารที่เปลี่ยน แล้ว  เรียบอาวุธกลับไปเข้าแถว

                 4. ผบ.เก่าและใหม่ รับ ส่ง หน้าที่ซึ่งกันและกัน

                 5. นำทหารกลับไปยังโรงนอนทหาร และนำเข้ายังที่ตั้ง รก.

 

 

ว่าด้วย กองรักษาการณ์ภายใน

            1. กองรักษาการณ์ภายในให้ปฏิบัติดังกล่าวให้เหมือนกองรักษาการณ์ ภายนอก โดยอนุโลม แต่ กองรักษาการณ์ภายใน จะต้องขึ้นตรงต่นายทหารเวรประจำหน่วยอีกตำแหน่งหนึ่ง

            2. รก.ภายในต้องจัดยาม ประจำที่สำคัญต่าง ๆ เช่น  ธงประจำกอง  ที่เก็บเงิน  ที่คุมขัง  คลังกระสุน  คลังเชื้อเพลิง  โรงเก็บเครื่องบิน และช่องทางเข้า ออก เป็นต้น ทั้งนี้แล้วแต่ ผบ.หน่วยจะเห็นสมควร

ว่าด้วยการรักษาการณ์ภายในกรมกอง

            1. หน่วยที่มีกำลังตั้งแต่ 1 กองพัน หรือกองบินน้อยหรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือหน่วยทหารที่ตั้งแยกเป็นอิสระซึ่ง ผบช.เห็นสมควรให้จัดนายทหาร  1  นาย  โดยให้นายทหารชั้นสัญญาบัตร พลรบ ทำหน้าที่คนละ  24  ชม.

            2. ในการจัดนายทหารเวร ถ้าจำเป็นจะจัดนายทหารเวรชั้นสัญญาบัตร ผู้ช่วยพลรบ หรือนายทหารต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรพลรบ เป็นนายทหารเวรก็ได้

            3. ถ้าจำเป็นจะจัดนายทหารสัญญาบัตร หรือนายทหารชั้นประทวน เป็นผูช่วยนายทหารเวรก็ได้  โดยมีหน้าที่ช่วยในกิจการทั่วไป ตามแต่จะมอบให้  ตามธรรมดา ผู้ช่วยนายทหารเวร เป็นผู้บังคับกองรักษาการณ์ภายในด้วย

            4. นายทหารเวรขึ้นตรงต่อ ผบ.หน่วยในขณะที่ตนทำหน้าที่ รก.

            5. บรรดาทหารต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรในหน่วยจะต้องฟังคำสั่ง นายทหารเวร ในเรื่องระเบียบการภายใน เช่นการกิน  การนอน  การรักษาการณ์  การรักษาความสงบ

            6. นายทหารเวรประจำหน่วยต้องรายงานเหตุการณ์ด้วยวาจา ต่อ ผบช.ในโอกาสแรกที่พบในวันหนึ่ง ๆ แต่ถ้ามีเหตุการณ์ผิดปกติ ต้องรีบรายงานทุกครั้ง ส่วนการรายงานในสมุดประจำวันนั้น ผบ.หน่วยกำหนดขึ้น

            7. ตามปกติ น.เวร ให้แต่งเครื่องแบบฝึก  แต่บางโอกาส ผบช.จะสั่งให้แต่งเครื่องแบบประเภทอื่นก็ได้ และห้ามเปลื้องเครื่องแบบเว้นแต่หลังเวลานอนแล้ว

            8. นายทหารเวรจะประจำอยู่ที่เขตกำหนด เมื่อจะไปราชการนอกเขต ต้องแจ้งให้แน่ชัดว่าจะไปที่ใด ถ้าเจ็บป่วยต้องรีบรายงานให้ ผบ.หน่วยทราบ เมื่อได้รับอนุญาต จึงหมดหน้าที่รับผิดชอบ

            9. ตลอด 24 ชม. นายทหารเวรต้องตรวจสถานที่ต่าง ๆ อย่างน้อยกลางวัน 2 ครั้ง กลางคืน 2 ครั้ง ถ้าเห็นบกพร่องประการใดก็จัดการแก้ไขและรายงานให้ ผบ.หน่วยทราบ

            10. นายทหารเวรต้องตรวจพร้อมกับเจ้าหน้าที่แพทย์ หากปรากฏว่าบูดเสีย  ต้องมิให้ทหารกินและแนะนำผู้ขายอาหารให้ดูแลรักษาความสะอาดให้เรียบร้อย

             11.  นายทหารเวรต้องตรวจเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ ภายในหน่วยโดยกวดขัน หากปปรากฏว่าผู้ใดไม่กระทำตามหน้าที่ ก็ให้จัดการตามสมควรแก่กรณี แล้วรายงานให้ ผบ.หน่วยทราบ

            12. นายทหารเวร ประจำหน่วย ซึ่งมีที่คุมขัง  ต้องดูแลการควบคุมขังและการส่งคนเข้าไปคุมขัง ให้เป็นไปตามระเบียบ  ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสารวัตรทหารจับทหารได้ และแจ้งให้ไปรับตัว ต้องจัดการไปรับตัวมาควบคุม แล้วรายงานให้ ผบ.หน่วยทราบ

หน้าที่หมู่ตรวจ

            1. หมู่ตรวจมีหน้าที่ตรวจหน้าที่ของยาม หรือในบริเวนใดบริเวนหนึ่งตามที่ ผบช.กำหนดให้

 

            2. ถ้าหมู่ตรวจไปพบทหารยามป่วย และเห็นว่าไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็จัดทหารในหมู่ตรวจแทน  แล้วรีบรายงานให้ ผบ.รก.ทราบ

            3. ถ้ามีเหตุการใด ๆ เกิดขึ้น ให้ผู้บังคับหมู่ตรวจจัดการช่วยเหลือ หรือระงับเหตุทันทีและรายงานให้ผู้บังคับกองรักษาการณ์ทราบ           

ข้อห้ามสำหรับทหารยามมีดังนี้

            1. ห้ามยืนพิงหรือยืนเท้าปืน

            2. ห้ามละอาวุธจากตัวเป็นอันขาด      

            3. ห้ามกินหรือดื่มสิ่งใด ๆ ตลอดจนสูบบุหรี่

            4. ห้ามอ่านหนังสือที่มิได้เกี่ยวกับราชการ

            5. ห้ามรับเงินหรือสิ่งของจากผู้ใด

            6. ห้ามมิให้พูดกับผู้หนึ่งผู้ใด

            7. ห้ามใช้กิริยาวาจาที่ไม่สุภาพ

            8. ห้ามเข้าตู้ยามนอกจากเวลาฝนตก แต่ต้องไม่ละเว้นหน้าที่ของตน

การรายงาน

            1. การรายงานด่วน จะรายงาน ดังนี้   

                 1. รายงานด้วยหนังสือ

                 2. รายงานด้วยวาจา

                 3. รายงานด้วยเครื่องมือสื่อสาร

            2. ข้อความที่รายงานนั้นต้องกล่าวให้ชัดเจนเข้าใจง่าย และควรมีข้อความดังนี้

                 1. วัน เดือน  ปี  เวลา  และสถานที่ที่เกิดเหตุ

                 2. เรื่องที่เกิดขึ้น

                 3. เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว ได้สั่งการและจัดการไปแล้วอย่างใดบ้าง

                 4. ความเห็นของผู้รายงาน ว่าควรจะได้จัดการในเรื่องนี้อย่างใดต่อไป           

            3. การรายงานเหตุเสื่อมเสียทางวิทยุ ให้ ผบ.หน่วยส่วนภูมิภาค หรือ ผบ.หน่วยอิสระที่มีหน่วยวิทยุ ประจำถิ่นขึ้นสมทบอยู่ รีบรายงานสรุปทางวิทยุโดยตรงต่อ ผบ.ทันทีที่ทราบเหตุเสื่อมเสีย

            4. การรายงานเมื่อมีเหตุขัดข้องไม่ได้รับความสะดวกหรือมีความเดือดร้อน ให้ ผบช.ชี้แจงบรรดาทหาร ที่ไปปฏิบัติราชการชายแดน ไปปราบปราม ผกค. หรือไปปฏิบัติการรบนอกราชอาณาจักร ได้เข้าใจและปฏิบัติ ดังนี้

                 1. ห้ามมิให้ทหารพูดกับบุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง หรือผู้แทนหนังสือพิมพ์ ถึงข้อขัดข้องความไม่สะดวก หรือความเดือดร้อนต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของทหารเป็นอันขาด

                 2. หากทหารผู้ใดมีข้อขัดข้องไม่ได้รับความสะดวกหรือมีความเดือดร้อนอย่างใดแล้วให้รายงานต่อ ผบช.ที่ไปตรวจเยี่ยมทราบเพื่อจัดการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อย

            5. การรายงาน แจ้งข่าวสารอากาศยานไม่ทราบฝ่าย ให้หน่วยและเจ้าหน้าที่ของหน่วยใน ทบ.ได้พบเห็นทราบข่าวเกี่ยวกับอากาศยานไม่ทราบฝ่าย อย่างแน่ชัดหรือมีหลักฐานเชื่อถือได้ให้รีบดำเนินการดังนี้ 

                 1. หน่วยที่พบเห็นแจ้งหน่วย ทบ. ที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุดแล้วรายงานให้ ทบ.ทราบทันที การรายงาน ทบ.ให้รายงานไปยัง ขว.ทบ. จากหน่วยระดับกองพล กรมอิสระหรือกองพันอิสระ รายงานตามลำดับสายการบังคับบัญชาตามปกติ           

                 2. กรณีที่ผู้พบเห็นเมื่อทราบข่าวอากาศยานไม่ทราบฝ่าย มิได้ขึ้นสังกัดหน่วยทหารที่ตั้งอยู่ในหน่วยที่พบเห็นก็ให้ปฏิบัติ ดังนี้

                        - รายงานไปยังหน่วย  ทอ.ที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยด่วนแล้วจึงรายงาน  ทบ. เสร็จแล้วมารายงาน ผบช.ต้นสังกัดทราบ

                        - หากไม่มีหน่วย ทอ.อยู่ใกล้ ให้รีบรายงานต่อ ทบ.ที่ใกล้ที่สุด

                 3. สำหรับหน่วยที่ปฏิบัติในสนาม ให้รายงานตามสายการควบคุมทางยุทธการ

            6. การรายงานของ จนท.เวรยาม เมื่อ ผบช.ไปตรวจหน่วยทหาร ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เวรประจำหน่วย จะต้องรายงานในโอกาสแรกที่ผู้บังคับบัญชาเดินทางไปถึงในพื้นที่

  การรายงาน

            1. นายทหารสัญญาบัตรที่ย้ายไปรับราชการในหน่วยให้รายงานตัวต่อ ผู้บังคับบัญชาทุกตำแหน่ง ตั้งแต่สูงกว่าตัวเองไปหนึ่งชั้นภายใน 24 ชม. หลังจากทราบเหตุการณ์ ถ้าไม่สามารถรายงานได้ ก็ให้รายงานด้วยหนังสือหรือเขียนลงสมุด (รายงานออกจากต่ำไปหาสูง ,รายงานเข้าจากสูงมาหาต่ำ)

            2. เหตุที่ต้องรายงานด่วนมี 8 ประการ

                 1. เรื่องที่เกี่ยวกับความประพฤติของทหารซึ่งเป็นไปในทางเสื่อมเสีย หรือต้องหาคดีอาญา

                 2. เรื่องทหารถึงแก่ความตาย  หรือได้รับอันตรายสาหัส เนื่องจากทำร้ายชีวิตตนเอง              

                 3. เมื่อเกิดโรคภัย  อัคคีภัย  อุทกภัย  วาตภัย  การก่อวินาศกรรม หรืออุบัติเหตุอื่น ๆ เกิดขึ้นในบริเวนสถานที่ของทหาร จนเป็นอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์ หรือแก่ทรัพย์สิน

                 4. เหตุซึ่งเกิดจากการทะเลาะห์วิวาท จนถึงใช้อาวุธต่อสู้กันในหมู่ทหารด้วยกันเอง หรือบุคคลอื่นจนถึงแก่ความตาย

                 5. เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นแก่คน หรือสัตว์เลี้ยง ใน หรือใกล้ที่ตั้ง

                 6. เมื่อเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ขึ้น แก่ทหารจนถึงแก่ความตาย

                 7. เหตุที่จะทำให้เกิดความเสียหาย แก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง

                 8. เหตุที่จะทำให้เกิดความไม่สงบในกรมกองทหาร

            3. ให้ ผบ.หน่วย ตั้งแต่ ผบ.หมู่ขึ้นไป เป็นผู้รายงานด่วนไปยัง ผบช.เหนือตนหนึ่งชั้น

            4. หากเป็นเหตุข้อ 1,7 และ 8 ให้รีบรายงานด่วน แล้วให้หน่วยรายงานต่อ รมว.กห.อีกทางหนึ่งพร้อมกัน 

 

การรายงานตนเองเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน และเมื่อออกไปนอกเขตจังหวัด

            1. เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ให้ข้าราชการกองทัพบก ปฏิบัติดังนี้

                 1. รีบไปรายงานตัวยังหน่วยต้นสังกัดทันที ที่ทราบเหตุฉุกเฉิน

 

                 2. หากไม่สามารถไปรายงานตนเองยังหน่วยต้นสังกัดได้ ให้ปฏิบัติดังนี้

                        - ถ้าอยู่ในกรุงเทพ ให้ไปรายงานตนเองยังหน่วยทหารที่อยู่ใกล้ หรือศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก(ศปก.ทบ.)

                        - ถ้าอยู่นอกเขตกรุงเทพ ให้ไปรายงานตนเองยังหน่วยทหารที่อยู่ใกล้

                        - ถ้าสามารถทำได้ควรไปรายงานตนเองยังหน่วยทหาร หรือหน่วยราชการกองทัพบกที่มีงานเหมาะสมแก่หน้าที่ของผู้รายงาน และเมื่อสาเหตุแห่งความขัดข้องหมดสิ้น ให้รีบไปรายงานตนเองยังหน่วยต้นสังกัดทันที พร้อมชี้แจงเหตุผลความขัดข้องเป็นลายลักษณ์อักษร

                 3. ให้หัวหน้าส่วนราชการที่รับรายงานจากผู้ที่มิได้อยู่ในสังกัดทำบัญชีหลักฐานการรายงาน และนำตัวไปยังหน่วยต้นสังกัดโดยเร็ว และหากมีความจำเป็นที่จะให้ผู้นั้นช่วยราชการอยู่ก่อน ให้รีบแจ้งให้หน่วยต้นสังกัดทราบ เพื่อขอตัวช่วยราชการ            

            2. ในยามปกติให้นายทหาร หรือข้าราชกลาโหม พลเรือน ชั้นสัญญาบัตรที่เดินทางไปปฏิบัติราชการ นอกเขตจังหวัดที่ตนรับราชการ  ปฏิบัติ ดังนี้

                 2.1 กรณีไปราชการกรุงเทพ ฯ

                        2.1.1 ถ้าหน่วยไปติดต่อราชการตั้งอยู่ในศาลาว่าการกลาโหม ให้ไปรายงานตนเองที่กรมสารบรรณทหารบก

                        2.1.2 ถ้าหน่วยที่ไปติดต่ออยู่นอกศาลาว่าการกลาโหม ให้ไปรายงานตนเองที่หน่วยทหารนั้น

                 2.2 กรณีไปราชการนอกเขตกรุงเทพ ให้ไปรายงานตัวที่หน่วยทหารนั้นกับหัวหน้าหน่วยที่ตนเองไปติดต่อราชการ

            2.3 ในส่วนภูมิภาค ให้จัดทำสมุดรายงาน สำหรับผู้มาราชการในเขตการปกครองของตน

            2.4 ให้ไปลงรายงานในวันแรหที่ไปถึง แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ให้รายงานในวันรุ่งขึ้น หรือในวันแรกที่เปิดทำการ

            2.5 ให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นพิจารณาให้การช่วยเหลือตามควรแก่กรณี           

การรายงานตัวในการไปศึกษาดูงานต่างประเทศ

            1. ก่อนเดินทางไป ให้ไปรายงานตัวที่ ขว.ทบ.

            2. เมื่อไปถึงประเทศที่จะศึกษา ให้ไปรายงานตัวต่อทูตฝ่ายทหารบกประจำประเทศนั้น ๆ ด้วยตนเอง ถ้าไม่สามารถทำได้ ให้รายงานเป็นลายลักษณ์อักษร

            3. เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทย ให้ไปรายงานตัวที่ ขว.ทบ.

            *** ข่าวที่เกี่ยวกับทหาร ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์รายวัน หรือรายคาบ อันเป็นเรื่องเสื่อมเสียนั้น หากข่าวระบุว่าเป็นทหารหน่วยใด ให้หัวหน้าหน่วยนั้นรีบดำเนินการสอบสวน แล้วรายงานผลมายัง  ทบ. โดยไม่จำเป็น รอคอยให้ ทบ.สอบถามไป

            *** หัวข้อในการรายงาน แม้นจะเป็นอย่างย่อที่สุดก็ให้ระบุให้ครบองค์ 5 เสมอคือ เมื่อไร  ใคร  ทำไม  อย่างไร  ที่ใหน  แล้วให้ส่งรายงานอย่างละเอียดตามไปภายหลังเป็นระยะ    จนเสร็จสิ้นกระแสของเรื่องนั้น

 

       

ระเบียบ ทบ.ว่าด้วยการลา    29 ม.ค.2536

การลาป่วย แบบ 3 ทบ.100-007

            1. ข้าราชการ ทบ. ในปีหนึ่งลาป่วยได้ไม่เกิน 90 วัน เว้นแต่กรณีต่อไปนี้

                 1. เจ็บป่วยเนื่องจากไปราชการในที่กันดาร หรือในท้องที่ที่มีโรคชุกชุม หรือประสบอันตรายเนื่องจากปฏิบัติราชการ จะลาป่วยเพื่อรักษาต่อไปได้ อีก 90 วัน รวมเป็น 180 วัน

                 2. เจ็บป่วยหรือประสบอันตราย เพราะการทำตามหน้าที่อันเนื่องมาจากไอพิษ วัตถุระเบิด และโรคติดต่อร้ายแรง ลาป่วยรักษาตัวต่อได้ ถึง 180 วัน รวมเป็น 270 วัน

                 3. เจ็บป่วยเนื่องจาก ต้องกระทำหน้าที่พิเศษ ฝ่าอันตราย เพราะกระทำการตามหน้าที่ในอากาศ ใต้น้ำ ใต้ดิน จะลาป่วยรักษาตัวได้ 365  วัน

                 4. เจ็บป่วยเนื่องจากต้องกระทำหน้าที่พิเศษฝ่าอันตราย ตามที่ได้รับอนุมัติ หรือได้รับมอบหมายจาก   รมว.กห. จะลาป่วยได้ 365 วัน

                 5. เจ็บป่วยเนื่องจากการกระทำหน้าที่ในการรบสงครามปราบปรามการจราจล หรือหน้าที่ตามกฏอัยการศึก เหตุฉุกเฉิน จะลาได้ 365 วัน

            2. ผู้ป่วยต้องเสนอใบลาต่อ ผบช.โดยตรง  ถ้าป่วยไม่เกิน 24 ชม. จะลาป่วยด้วยวาจาก็ได้ ผู้ป่วยจะให้ผู้อื่น นำใบลาเสนอแทนก็ได้ แต่ถ้าป่วยเกิน 3 วันขึ้นไป ต้องมีใบความเห็น หรือคำแนะนำของแพทย์แนบกับใบลาด้วย      

            3. ผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ ที่สถานพยาบาลของทหาร ไม่ว่า ผบช. จะส่งตัว หรือไปรักษาตนเอง ไม่ต้องนำใบลาเสนอต่อ ผบช. แต่ให้หน่วยต้นสังกัดของผู้ป่วยกับสถานพยาบาลทำหลักฐานการส่งป่วย และหลักฐานการส่งคืนหน่วยต่อกัน

            4. ถ้าผู้ป่วยเป็นทหารกองประจำการ เมื่อป่วยไปรักษาตัวอยู่ ภูมิลำเนาห่างไกล ผบช. ครบกำหนดแล้วยังไม่หายป่วย จะลารักษาตัวต่อไปได้อีก ให้นำบัตรขออนุญาตใบลา เสนอต่อ ผบช.กองทหาร หรือนายอำเภอท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาอนุญาต

            5. ผู้ที่ลาป่วยเกินกำหนด  ให้ ผบช.ปลดออกจากราชการ

            6. ผบช. มีอำนาจลดวันลาตามใบเห็นแพทย์ได้

การลาคลอดบุตร แบบ 4 (ทบ.100-105)

            1. การลาคลอดบุตรให้ลาได้ 60 วัน โดยได้รับเงินเดือน  ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ 

            2. การลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวกับประเภทใด ซึ่งยังไม่ครบกำหนดวันลาประเภทนั้น ให้ถือว่าการลาประเภทนั้นสิ้นสุดลง และให้นับวันการลาคลอดบุตร ตั้งแต่วันเริ่มคลอดบุตร

            3. ข้าราชการที่ลาคลอดบุตร จะต้องเสนอใบลาต่อ  ผบช.จนถึงระดับ ผบ.กรม ขึ้นไป เป็นผู้พิจารณาอนุญาต

การลากิจ แบบ 5 (ทบ.100-006)

            1. ข้าราชการทหารที่ลาคลอดบุตร แล้วหากประสงค์จะลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรเพิ่มอีก ให้มีสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร โดยได้รับเงินเดือนอีกไม่เกิน  30  วันทำการ

 

            2. ข้าราชการทหารที่มีสิทธิลากิจ รวมทั้งลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตร โดยได้รับเงินเดือนได้ปีละไม่เกิน 45 วัน

ทำการ

            3. พลทหารลากิจได้ไม่เกิน 23 วันทำการ

            4. ข้าราชการทหารที่ลาคลอดบุตร และลากิจ เพื่อเลี้ยงดูบุตรแล้ว หากประสงค์จะลากิจ เพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อไปอีกได ไม่เกิน 150 วันทำการ โดยไม่ได้รับเงินเดือน

            5. ทหารจะลากิจไปต่างประเทศได้ ดังนี้

                 1. ลาไปต่างประเทศที่ติดต่อกับไทย จะลาได้ตามระเบียบการลา (ไม่เกิน 45 วันทำการ)

                 2. ลาไปประเทศในทวีปเอเชีย นอกจากประเทศที่ติดต่อกับไทย ให้เพิ่มวันลาตามระเบียบได้อีก  5  วันทำการ (50 วัน)

                 3. ลาไปประเทศสนทวีปยุโรป  อเมริกา  อาฟริกา ออสเตรเลีย หรือประเทศอื่นนอกจากที่กล่าวมา เพิ่มจากระเบียบได้อีก 10 วันทำการ

            6. ผู้ลากิจต้อเสนอใบลาต่อ ผบช.โดยตรง จะลาแทนกันไม่ได้ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึงหยุดราชการได้ แต่ถ้ามีเหตุจำเป็น ก็อนุญาตให้หยุดได้ทันที และถ้าลากิจไม่เกิน 24 ชม. จะลาด้วยวาจาก็ได้

            7. ผู้ลากิจจะลาต่อเมื่อ อยู่ต่างจังหวัด จะส่งใบลาทางไปรษณีย์ หรือทางอื่นก็ได้ แต่พลทหารจะต้องลาด้วย วิธีนี้ได้ไม่เกิน 5 วันทำการ

            8. ผบช. มีอำนาจให้ลากิจได้ตามระเบียบ เว้นลาไปต่างประเทศ อยู่ในอำนาจ  รมว.กห.

             9. ผู้ได้รับอนุญาตลากิจ  ถ้า ผบช.พิจารณาเห็นแล้วว่าไม่สมควรจะไม่อนุญาตหรือลดเว้นลาลงได้ และมีราชการจำเป็น ผบช. จะเรียกให้ส่งกลับ มาปฏิบัติราชการก็ได้

การลาพักผ่อนประจำปี แบบ 6 (ทบ.100-106)

            1. ข้าราชการทหาร  มีสิทธิลาพักผ่อนได้  10  วันทำการใน  1  ปี โดยไม่ถือเป็นวันลา เว้นแต่ผู้ที่บรรจุราชการไม่ถึง  6  เดือน

            2. ผบ.กรมขึ้นไป เป็นผู้พิจารณาอนุญาต

            3. ผู้ที่ไม่ได้ลาในปีใด หรือลาพักผ่อนไม่ครบ  10  วัน ให้สะสมวันลารวมกันไปในปีต่อไป แต่ต้องไม่เกิน  20 วันทำการ

            4. ผู้ที่รับราชการติดต่อกัน มาแล้วไม่น้อยกว่า  10 ปี ให้มีสิทธินำวันลาพักผ่อนสะสมรวมกับวันลาพักผ่อนในปีปัจจุบัน ได้ไม่เกิน 30 วันทำการ

            5. ผู้ที่ลาพักผ่อน ไป แต่ยังไม่ครบกำหนด  ผบช. มีความจำเป็นจะเรียกมาปฏิบัติราชการก็ได้            

การลาอุปสมบท แบบ 7 (ทบ.100-003)

แบบ 9 (ทบ.100-005)

            1. ข้าราชการทหารจะลาอุปสมบทได้ไม่เกิน 120  วัน ผู้ที่เคยลามาแล้วจะลาไม่ได้อีก

            2. นายทหารสัญญาบัตรจะลาอุปสมบท จะต้องนำเสนอใบลาตามลำดับขั้น จนถึง ผบ.ทบ.พิจารณา (แบบ 8 ทบ.100-004)

 

 

            3. นายทหารประทวนจะลาอุปสมบท จะต้องเสนอใบลาตามลำดับชั้นจนถึง ผบ.พัน. เป็นผู้พิจารณาแล้ว เสนอถึง ผบ.พล. เป็นผู้อนุญาต

            4. ผู้ที่ลาสิกขาบท จะต้องรายงานให้ ผบช.โดยตรง ภายใน 5 วัน

            5. ข้าราชการจะลาอุปสมบทได้ ต้องรับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี บริบูรณ์

            6. จำนวนผู้อุปสมท ให้ลาได้ไม่เกิน ร้อยละ 3 (เศษเกินครึ่งปัดเป็น 1)

            7. การลาอุปสมบทในกรณีพิเศษ เช่น การบนตัวบวช หรือสนองคุณ ถ้าลาไม่เกิน 15 วัน ให้ ผบช. เป็นผู้พิจารณาและเสนอ ผบ.ทบ.อนุมัติเป็นรายบุคคล

            8.  ทหารประจำการที่ลาพักเพื่อรอปลด มีสิทธิขออนุญาตลาบวชได้ ให้ ผบช.เป็นผู้พิจารณา แต่ถ้าทางราชการต้องการตัว ให้ลาสิกขาบทกลับมารับราชการ และให้ ผบ.พัน. หรือเทียบเท่าเป็นผู้อนุญาต โดยให้ปฏิบัติ ดังนี้              

    1. นำใบลาที่ ผบช. ให้ลาพักเพื่อรอปลด ไปแสดงต่อพระอุปฌา

                 2. ก่อนการบวชจะต้องรายงานต่อ ผบช. เป็นลายลักษณ์อักษร              

                 3. เมื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ทางการต้องการตัว จะต้องลาสิกขาบท กลับเข้ารับราชการ

            9. ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลาอุปสมบทแล้ว ไม่สามารถอุปสมบทได้ ให้ขอลาจนวันลาอุปสมบทได้  โดยให้ถือว่าที่ลาหยุดไป เป็นวันลากิจ

            10. ผู้ที่ได้รับอนุญาตอุปสมบท  ต้องอุปสมบทภายใน 10 วัน นับตั้งแต่วันลา

การลาไปประกอบพิธีฮัจน์

 แบบ 10 (ทบ.100-007)

            1. ข้าราชการทหารนับถือศาสนาอิสลาม จะลาไปประกอบพิธีฮัชน์    ประเทศ ซาอุ ได้ไม่เกิน 120 วัน ผู้ที่เคยไปประประกอบพิธีฮัชน์แล้วจะลาอีกไม่ได้

            2. ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลาไปแล้ว ถ้าไม่สามารถไปได้ ให้รายงานตัวกลับเข้ารับราชการตามปกติ และ ขอถอนวันลา  และให้ถือที่ลาไปนั้น เป็นวันลากิจ

            3. ผู้ที่ได้รับอนุญาต จะต้องเดินทางภายใน  10 วัน

            4. เมื่อถึงประเทศไทย ให้รายงานต่อ ผบช. และปฏิบัติงานภายใน 5 วัน         

  

การลาติดตามคู่สมรสไปต่างประเทศ  แบบ 11 (ทบ.100-011)

            1. ข้าราชการจะติดตามคู่สมรสไปต่างประเทศได้ไม่เกิน  2  ปี โดยไม่ได้รับเงินเดือน ถ้าจำเป็นจะลาต่อ อาจอนุญาตให้ลาต่อได้อีกไม่เกิน  2  ปี  รวมแล้วไม่เกิน  4  ปี ให้ข้าราชการนั้นลาออกจากราชการ

            2. การอนุญาตให้ลานั้น อนุญาตให้ลาได้ ตามระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ราชการในต่างประเทศของคู่สมรส แต่ไม่เกิน  4  ปี

            3. ผบช.ต้นสังกัด ต้องใช้ดุลยพินิจ ในการเสนอความเห็นต่อ รมว.กห. ว่าหากอนุญาตให้ลาแล้ว จะไม่ทำความเสื่อมเสียแก่ราชการ

 

บัตรอนุญาตและใบลา

            1. ทหารตั้งแต่ ส.อ.ลงมา และพลทหาร เมื่อ ผบช.อนุญาต หรือให้ลา  ไปราชการตามลำพังต้องมีบัตรตามแบบพิมพ์

            2. ผู้ที่ลงชื่อในใบลาแบบ  1  ควรเป็นชั้น ผบ.พัน.หรือเทียบเท่าขึ้นไป

            3. การเก็บใบลาแบบ 1 ให้เก็บไว้ที่กองร้อย โดยความรับผิดชอบของสิบเวรเป็นผู้จ่าย

            4. ใบลาแบบ 2 สำหรับทหารที่ลาพัก  รอปลด ให้มีอายุได้เพียง 2 เดือน           

            5. ตัวอย่างใบลา

                 1. บัตรอนุญาตแบบ 1 ใบลาหรือราชการ โดยลำพังไม่เกิน 24 ชม.

                 2. บัตรอนุญาตแบบ 2 ใบลาหรือไปราชการโดยลำพังเกิน  24  ชม.

                 3. บัตรอนุญาตลาแบบ 3 ใบลาป่วย

                 4. บัตรอนุญาตลาแบบ 4 ใบลาคลอดบุตร

                 5. บัตรอนุญาตลาแบบ 5    ใบลากิจ

                 6. บัตรอนุญาตลาแบบ 6    ใบลาพักผ่อนประจำปี

                 7. บัตรอนุญาตลาแบบ 7    ใบลาอุปสมบท

                 8. บัตรอนุญาตลาแบบ 8    ใบลาอุปสมบทของ น.สัญญาบัตร

                 9. บัตรอนุญาตลาแบบ 9    ใบลาอุปสมบทของ น.ชั้นประทวน

                 10. บัตรอนุญาตลาแบบ 10 ใบลาประกอบพิธีฮัชน์

                 11. บัตรอนุญาตลาแบบ 11 ใบลาติดตามคู่สมรส

                 12. บัตรอนุญาตลาแบบ 12 ใบลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ

                 13. บัตรอนุญาตลาแบบ 13 ใบลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ

                 14. บัตรอนุญาตลาแบบ 14 ใบลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ

                 15. บัตรอนุญาตลาแบบ 15 ใบขอยกเลิกวันลา           

ตารางกำหนดอำนาจการลาป่วย

รมว.กห.    ลาป่วยได้ไม่เกิน    365    วัน

 ผบ.ทบ.    ลาป่วยได้ไม่เกิน      180   วัน

 แม่ทัพ   ลาป่วยได้ไม่เกิน  90  วัน

 ผบ.พล   ลาป่วยได้ไม่เกิน    60    วัน

 ผบ.กรม ลาป่วยได้ไม่เกิน 45 วัน

 ผบ.พัน ลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วัน

 ผบ.ร้อย ลาป่วยได้ไม่เกิน 7 วัน

 ผบ.มว. ลาป่วยได้ไม่เกิน 3 วัน

 

 

 

ตารางกำหนดอำนาจการลากิจ

รมว.กห. ลากิจคราวหนึ่งไม่เกิน ตามเห็นสมควร

   ผบ.ทบ. ลากิจคราวหนึ่งไม่เกิน ตามเห็นสมควร

   แม่ทัพ ลากิจคราวหนึ่งไม่เกิน 60 วันทำการ

 ผบ.พล ลากิจคราวหนึ่งไม่เกิน 45 วันทำการ

 ผบ.กรม ลากิจคราวหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำการ

 ผบ.พัน ลากิจคราวหนึ่งไม่เกิน 15 วันทำการ

 ผบ.ร้อย ลากิจคราวหนึ่งไม่เกิน 3 วันทำการ

 ผบ.มว. ลากิจคราวหนึ่งไม่เกิน 1 วันทำการ         

 

หนังสือราชการหรือสั่งประชาสัมพันธ์

            1. หนังสือสั่งการ มี  3 ชนิด

                 1. ข้อบังคับ               2. ระเบียบการ                  3. คำสั่ง

            2. หนังสือประชาสัมพันธ์ มี  3  ชนิด

                 1. ประกาศ                            2. แถลงการณ์                            3.  ข่าว

            3. การสั่งการและประชาสัมพันธ์ กระทำได้  3  วิธี

                 1. หนังสือ    2. วาจา            3. เสื้อสื่อสาร

            4. ให้ หน.ส่วนราชการ หรือหน่วยในกระทรวงกลาโหม  มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ สั่งการและประชาสัมพันธ์ เว้นแต่

                 1.  การออกข้อบังคับ ให้ออกเฉพาะข้อบังคับกระทรวงกลาโหม

                 2. การออกแถลงการณ์ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม  ทบ.,ทร.,ทอ.

            5. คำสั่งมี  2  ประเภท คือ

                 1. คำสั่งทั่วไป เป็นคำสั่งที่ส่วนราชการ หรือหน่วยทั่วไปปฏิบัติและทราบเท่านั้น

                 2. คำสั่งเฉพาะ เป็นคำสั่งที่ให้ส่วนราชการ หรือหน่วยผู้ที่มีหน้าที่ เกี่ยวข้องโดยเฉพาะปฏิบัติ

            6. การสั่งการโดยอาศัยอำนาจตามกฏอัยการศึก ให้เป็นอำนาจของ รมว.กห. หรือ ผบช.ทหารผู้ประกาศใช้กฏอัยการศึก หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจาก รมว.กห. หรือ ผบช.ทหารเป็นผู้ประกาศใช้กฏอัยการศึก

            7. การสั่งการในนามของ ผบช. ให้ใช้คำว่า รับคำสั่ง ………..  ลงท้ายเรื่องที่ส่งมานั้น           

            8. นายทหารชั้นประทวน ที่ได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่ในตำแหน่ง น.สัญญาบัตร ให้การเลื่อนฐานะเป็น น.สัญญาบัตร ให้มีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งต่าง ๆ นั้น

            9. เมื่อข้อความที่สั่งการขัดกัน ให้ถือสั่งการผู้มียศสูงกว่า แต่ถ้าเป็น ผบช.ชั้นเดียวกันให้ถือการสั่งการครั้งสุดท้ายหลังสุด

            10. หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานทางราชการ ได้แก่

                 1. หนังสือที่มีไปมาระหว่าง ส่วนราชการ

                 2. หนังสือที่ส่วนราชการ

                 3. หนังสือที่หน่วยงานอื่น ที่มิใช่ส่วนราชการหรือบุคคลภายนอก มีถึงส่วนราชการ

                 4. เอกสารที่ทางราชการ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ

                 5. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฏหมาย ระเบียบ หรือข้อสำคัญ

            11. หนังสือราชการมี  6  ชนิด

                 1. หนังสือภายนอก

                 2. หนังสือภายใน

                 3. หนังสือประทับตรา

                 4. หนังสือสั่งการ

                 5. หนังสือประชาสัมพันธ์

                 6. หนังสือที่ จนท.จัดทำขึ้น หรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ

            12. หนังสือติดต่อราชการใน กห แบ่งออกเป็นดังนี้

                 1. หนังสือภายใน คือหนังสือติดต่อราชการระหว่างส่วนราชการ

                 2. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นประเภทบันทึก ข้อความที่ผู้ใต้บังคับบัญชา เสนอต่อ ผบช. หรือ ผบช.สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา

            13. หนังสือติดต่อราชการ ใน กห ปกติใช้กระดาษบันทึกข้อความ แต่ในบางกรณีที่สำคัญ และเป็นพิธี จะใช้กระดาษตราครุทก็ได้

            14. การกำหนดหัวข้อในเอกสาร

                 1. เอกสารทั่วไป ให้เขียนหรือพิมพ์ตัวเลขไทยหรืออารบิค โดยไม่ต้องมีข้อ  เช่น (1) ,(2)

                 2. เอกสารบางประเภท ได้แก่  ระเบียบ  ข้อบังคับ ต้องมีคำว่า ข้อ โดยให้เขียนหรือพิมพ์ลงไปด้วย  เช่น  ข้อ 1 , ข้อ 2

                 3. การขึ้นหัวข้อใหญ่ที่ไม่มีคำว่า  ข้อ  ใช้พิมพ์เลข  จุด  วงเลบ ด้วย เช่น (2.) ส่วนที่มีคำว่า  ข้อ  ให้พิมพ์ว่า  ข้อ 1 โดยไม่ต้องมีวงเล็บ

                 4. การขึ้นบรรทัดใหม่ ข้อความที่อยู่ในข้อเดียวกัน ให้อยู่ริมซ้ายสุด  หรือจะอยู่ตรงอักษรตัวแรกของบรรทัดใหม่ก็ได้ ตามความนิยม

            15. ในกรณีที่จำเป็นต้องจัดเป็นลำดับหัวเรื่อง เพื่อสะดวกในการอ่าน ให้ลำดับ ดังนี้

                 1. ภาค        2. บท   3. ตอน      4. ข้อ

            16. เอกสารราชการ ซึ่ง มีทั้งตัวเรื่องและรายละเอียด ให้เรียงลำดับ ดังนี้ 

                 1. หัวเรื่อง   

                 2. ผนวก

                 3. อนุผนวก

                 4. ใบแทรก

                 5. ใบแน

            17. ผนวก คือ เอกสารที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อขยายความตัวเรื่อง จะใช้พยัญชนะไทย  26  ตัว  คือ ก.  ข.  ค.  ง. ฯลฯ

 

            18. อนุผนวก  คือ เอกสารที่แสดงรายละเอียด เพิ่มเติมขยายตัวเลข  เช่น อนุผนวก  1 

            19. ใบแทรก คือ เอกสารที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อขยายความอนุผนวก ใช้พยัญชนะไทย 26 ตัว เช่น  ใบแทรก ก.

            20. ใบแนบ คือ เอกสารที่แสดงรายละเอียด  ทเพิ่มเติม    เพื่อขยายความใบแทรกให้กำหนดด้วยตัวเลข  เช่น ใบแนบ  1

            21. การประทับตราหนังสือ ให้ประทับตราหน่วยแรก ที่มุมขวา ส่วนหน่วยต่อ ๆ มา ให้ประทับตราที่ด้านหลัง หน้า  1

            22. หนังสือราชการที่ไม่พึงเปิดเผย      ตั้งแต่ชั้นปกปิดขึ้นไป ให้หน่วยแรกประทับตรารับไว้ที่มุมบนขวาของ ซองหน่วย ต่อไป ประทับด้านหลังซอง

            23. การประทับตราหนังสือธรรมดา ให้ใช้หมึกสีม่วง หนังสือไม่พึงเปิดเผยให้ใช้หมึกสีแดง

            24. การบันทึกความเห็นมีหัวข้อ ดังนี้ (ปัญหา  ข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา  และข้อเสนอ            

 

ธุรการและกำลังพล

            1. นายทหารสัญญาบัตร  คือ  ผู้ที่ได้รับยศทหารตั้งแต่ นายร้อยตรี  นายเรือตรี  นายอากาศตรี  ขึ้นไป และหมายถึงผู้ที่ ซึ่งได้ว่าที่ในยศนั้นด้วย

            2. น.สัญญาบัตรแบ่งออกเป็น  6  ประเภท 

                 1. นายทหารประจำการ คือ นายทหารที่มีตำแหน่งในกลาโหม

                 2. นายทหารนอกกอง คือนายทหารที่ไม่มีในตำแหน่ง กห  และ กห.สั่งให้เป็นนายทหาร

                 3. นายทหารพิเศษ และผู้บังคับการพิเศษ ในหลวงโปรดเกล้าตั้งให้มียศเป็นพิเศษในหน่วยราชการ

                 4. นายทหารกองหนุน คือนายทหารที่ไม่มีในตำแหน่ง กห. และ กห. สั่งให้เป็นนายทหารประเภทนี้

                 5. นายทหารนอกราชการ คือ นายทหารทีไม่มีตำแหน่งใน กห. และ กห.สั่งให้เป็นนายทหารประเภท

                 6. นายทหารพ้นราชการ คือ นายทหารที่ไม่มีตำแหน่งใน กห.และกห. สั่งให้เป็นนายทหารประเภทนี้

            3. นายทหารพิเศษ  หรือผู้บังคับการพิเศษ เป็นตำแหน่งกิตติมาศักดิ์ ไม่มีหน้าที่ราชการประจำในหน่วยที่สังกัดแต่ประการใด

            4. นายทหารกองหนุนมี  2  ประเภท คือ

                 1. กองหนุนมีเบี้ยหวัด

                 2. กองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด

                        - นายทหารกองหนุนปกติ จะถูกเรียกเข้ารับราชการปีหนึ่งไม่เกิน  2  เดือน                           

                        - เมื่อมีราชการสงครามประกาศใช้กฏอัยการศึก แม้จะไม่มีคำสั่ง ทหารกองหนุนจะต้องไปรายงานตัวโดยเร็วที่สุด

                        - ทหารกองหนุนจะอยู่ในประเภทกองหนุนตามเกณฑ์อายุดังนี้

                                    1. นายร้อย , นายเรือ, นายอากาศ ครบ  45 ปี

                                    2. พันตรี,พันโท ,นาวาตรี,นาวาโท ครบ 50 ปี แต่ รมว.กห. จะสั่งให้ผู้ซึ่งอายุเกินกำหนดอยู่ในกองหนุนต่อไปนี้ได้ แต่ต้องไม่เกิน  55 ปี

                                    3. พันเอก,นาวาเอก,และนายพล ครบ 55 ปี   

            5. นายทหารนอกราชการ เมื่อมีประกาศใช้กฏอัยการศึก แม้จะไม่ได้รับคำสั่ง จะต้องไปรายงานตัวที่หน่วยต้นสังกัดโดยเร็ว

            6. นายทหารนอกราชการ จะปลดเป็นนายทหารพ้นราชการด้วยเหตุนี้

                 1. มีอาการเจ็บไข้ ไม่สามารถเป็นนายทหารนอกราชการ

                 2. อายุเกินกว่าเกษียนอายุราชการ

            7. นายทหารนอกราชการ อยู่ในประเภทนอกราชการไม่เกินอายุ

                 1. นายร้อย ครบ  55 ปี

                 2. พันตรี  ครบ  60 ปี

                 3. พันเอก นายพล ครบ 65 ปี      

ว่าด้วยราชการ กห.พลเรือน

            1. ข้าราชการ กห.พลเรือน หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ บรรจุเข้ารับราชการใน กห. 

            2. ข้าราชการ  กห. พลเรือน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ        

                 1. สามัญ

                 2. วิสามัญ

            3. ข้าราชการ กห.พลเรือน มี 2 ชั้น 

                 1. ชั้นสัญญาบัตร

                 2. ต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร

            4. ข้าราชการ กห.พลเรือน ต้องออกจากตำแหน่งเมื่อ

                 1. ตาย

                 2. ลาออก

                 3. ให้ออก

                 4. ปลดออก

                 5. ลาออก

            5. โทษทางวินัยของข้าราชการ กห.พลเรือน มี 5 สถาน

                 1. ไล่ออก

                 2. ปลดออก

                 3. ลดชั้นเงินเดือน

                 4. ตัดเงินเดือน

                 5. ภาคทัณฑ์          

 

 

 

ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยทหารหญิง พ.ศ. 2527

            1. ทหารหญิง ให้บรรจุได้เฉพาะเหล่าทหาร ดังนี้

                 1. ทหารสารบรรณ

                 2. ทหารการเงิน

                 3. ทหารพลาธิการ

                 4. ทหารพัสดุ

                 5. ทหารรัฐธรรมนูญ

                 6. ทหารแพทย์

                 7. ทหารดุริยางค์

                 8. ทหารวิทยาศาสตร์

                 9. ทหารสื่อสาร

                 10. ทหารขนส่ง

                 11. ทหารสรรพวุธ

                 12. ทหารช่าง (ทหารยุทธโยธา)

                 13. ทหารช่างอากาศ

                 14. ทหารแผนที่

                 15. ทหารอุตุนิยมวิทยา

                 16. ทหารถ่ายรูป

                 17. ทหารสารวัตร

                 18. ทหารการสัตว์                  

     - ทหารหญิงอนุมัติขึ้นเมื่อ พ.ศ.2486

            2. การบรรจุทหารหญิงเข้ารับราชการในเหล่าต่าง ๆ ให้พิจารณาบรรจุในตำแหน่งที่มิใช่ส่วนกำลังรบ และมิใช่ใช้กำลังตรากตรำเกินไป

            การบรรจุ  การปลดย้าย  เลื่อน  และลดตำแหน่ง

            1. การบรรจุ  ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ และปลด ข้าราชการกลาโหม ออกจากราชการคือ

                 1. ข้าราชการต่ำกว่าสัญญาบัตร ให้ ผบช., ผบ.พล.,ผบ.กองเรือ, ผบ.พล.ปืน หรือเทียบเท่าเป็นผู้สั่ง

                 2. ข้าราชการสัญญาบัตรให้ รมว.กห.เป็นผู้สั่ง เว้นแต่ตำแหน่ง ผบ.พล ,ผู้บังคับกองเรือ ,ผบ.พล.ปืน หรือเทียบเท่าขึ้นไป พระมหากษัตริย์ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่ถ้าเป็นการให้ออกจากราชการ เนื่องจากการลาออกหรือเกษียนอายุ ให้ รมว.กห.เป็นผู้สั่ง

            2. การย้าย  เลื่อน  ลดตำแหน่ง ข้าราชการ กห. คือ

                 1. ตำแหน่งต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ให้ ผบช. ตั้งแต่ ผบ.ร้อย. ผู้บังคับการเรือ ชั้น  3  หรือ พันเรือชั้น 2   ผู้บังคับหมวดบิน ชั้น  2  หรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้สั่ง แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนเหล่า จำพวกต้องได้รับอนุมัติจาก หน.ส่วนราชการ ขึ้นตรงต่อ กห.ก่อน

            3. ตำแหน่งชั้นสัญญาบัตร

                 ก. ตั้งแต่ชั้น ผบ.ร้อย.หรือเทียบเท่าลงไป ให้ ผบ.พล หรือ เทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้สั่ง แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนเหล่าให้แม่ทัพ หรือเทียบเท่าเป็นผู้สั่ง

                 ข. ตั้งแต่ ผบ.กรม หรือเทียบเท่าลงไป แม่ทัพ หรือเทียบเท่าสั่ง

                 ค.ตั้งแต่ ผบ.พล หรือเทียบเท่าขึ้นไปพระมหากษัตริย์จะทรงโปรดเกล้า

                 - การสั่งให้นายทหารประทวนทำหน้าที่ในตำแหน่ง นายทหารสัญญบัตร ให้ ผบช. ชั้น ผบ.พล หรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้สั่ง           

            4. การเสนอขอบรรจุ  ปลด  ย้าย   เลื่อน  หรือลดตำแหน่ง ให้ทำเป็นเอกสารชั้นปกปิด เป็นอย่างต่ำ

            5. ผู้มีอำนาจสั่งพักราชการ

                 1. นายทหารประทวนชั้น ผบ.พล หรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้สั่ง

                 2. นายทหารสัญญาบัตร รมว.กห.เป็นผู้สั่ง

            6. คุณสมบัติพื้นฐานของนายทหารสัญญาบัตร ตามแนวทางการรับราชการ

                 1. ยึดมั่นในอุดมการณ์ของชาติ

                 2. รักทหารและกองทัพ

                 3. มีความรับผิดชอบ

                 4. เสียสละ

                 5. ซื่อสัตย์สุจริต

            7. คุณสมบัติทางทหารของ น.สัญญาบัตร ตามแนวทางรับราชการ

                 1. กล้าหาญ

                 2. พูดตรง เปิดเผย  จริงใจ

                 3. มีความสามารถรอบรู้เทคนิคและยุทธวิธีในหน้าที่

                 4. เอาใจใส่ต่อภารกิจ และความรับผิดชอบของหน่วย

                 5. กล้าเสี่ยงอย่างมีไหวพริบและรู้เท่าถึงการณ์

                 6. มีความคิดตรงต่อหลักการ

                 7. ยึดมั่นตรงต่อหลักการ

                 8. มีสมรรถภาพร่างกายตามเกณฑ์ที่กำหนด        

ธุรการและเบ็ดเตล็ด

            1. สารวัตรทหาร หมายถึง ทหารสารวัตร หรือทหารเหล่าอื่นที่ปฏิบัติหน้าที่สารวัตรทหาร ตามกำลังของผู้มีอำนาจใช้สารวัตรทหาร

            2. สารวัตรทหารมีอำนาจที่จะปฏิบัติต่อทหารตามแต่ควร ดังนี้

                 1. ว่ากล่าวตักเตือน

                 2. จับกุม

                 3. จับค้นผู้ถูกจับคุม เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีสิ่งผิดกฏหมาย

                 4. ยึดสิ่งของที่ผิดกฏหมายจากการตรวจค้น หรือสิ่งที่เป็น อันตรายหรือใช้เป็นหลักฐานในการกระทำผิด

            3. ในการจับกุม ให้สารวัตรทหารแจ้งเหตุที่จับกุม ให้ผู้ถูกจับกุมทราบ และให้กระทำโดยละม่อม ถ้าจำเป็นต้องใส่เครื่องพันธนาการ หรือใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัว ให้กระทำได้ แต่ ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ

            4. สารวัตรทหาร ไม่มีหน้าที่กระทำใด ๆ ต่อบุคคลอื่น เว้นแต่ได้รับการร้องขอจากฝ่ายปกครองหรือตำรวจ

 

ระเบียบงานสารบรรณ 2528

            1. งานสารบรรณ หมายถึง งานที่เกี่ยวกับบริหารงานเอกสาร เริมตั้งแต่จัดทำ การรับ การส่ง  การรักษาและการทำลาย           

            2. หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ หนังสือราชการมี  6  ชนิดคือ

                 1. หนังสือราชการภายนอก

                 2. หนังสือราชการภายใน

                 3. หนังสือประทับตรา

                 4. หนังสือสั่งการ

                 5. หนังสือประชาสัมพันธ์

                 6. หนังสือที่ จนท.ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐาน

            3. หนังสือราชการภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธี โดยใช้กระดาษตราครุทเป็นหนังสือติดต่อระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ มีถึงหน่วยงานอื่นใด มิใช่ส่วนราชการหรือมีถึงบุคคลภายนอก 

            4. หนังสือราชการภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอกในกระทรวงเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึกข้อความ

            5. หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตรา แทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการ ระดับกองพล หรือ เทียบเท่าขึ้นไป โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับ ผบ.กรม หรีอเทียบเท่าเป็นผู้รับผิดชอบ ลงชื่อย่อกำกับตรา

            6. หนังสือประทับตรา ให้ใช้ได้ระหว่าง ส่วนราชการกับ ส่วนราชการ  และระหว่างส่วนราชการกับบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

            7. หนังสือสั่งการมี  3  ชนิด

                 1. คำสั่ง                 ( คำสั่งทั่วไป ,คำสั่งเฉพาะ)

                 2. ระเบียบ 

                 3. ข้อบังคับ              

            8. หนังสือประชาสัมพันธ์มี  3  ชนิด คือ

                 1. ประกาศ

                 2. แถลงการณ์

                 3. การข่าว

            9. หนังสือที่เจ้าหน้าที่จัดขึ้น หรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ คือหนังสือที่ทางราชการทำขึ้น  นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หรือหนังสือที่หน่วยงานอื่นใด ซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือบุคคลภายนอกมาถึงส่วนราชการ และส่วนราชการรับไปเป็นหลักฐานมี  3  ชนิด  คือ

 

                 1. ใบรับรอง (นิติบุคคล ,หน่วยงาน)

                 2. รายงานการประชุม

                 3. บันทึก

                 4. หนังสืออื่น ๆ คือหนังสือและเอกสารอื่นใดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในราชการ รวมถึงภาพถ่าย  ฟิล์ม  เทปบันทึกภาพ บันทึกเสียง

            10. ความเร่งด่วนของหนังสือมี  3  ประเภท คือ 

                 1. ด่วนที่สุด

                 2. ด่วนมาก

                 3. ด่วน

            11. ในกรณีที่ต้องการให้หนังสือ ถึงผู้รับภายในเวลาที่กำหนด  ให้ระบุว่า ด่วน ภายใน  วัน  เดือน  ปี

            12. การเก็บหนังสือแบ่งออกเป็น การเก็บระหว่างปฏิบัติ ควรเก็บเมื่อเสร็จแล้ว

            13 อายุการเก็บหนังสือโดยปกติแล้ว จะเก็บไว้ไม่น้อยกว่า  10 ปี             

            14. ตราครุฑ สำหรับแบบพิมพ์มี 2 ขนาด

                 1. ขนาดตัวสูง 3 ซม.

                 2. ขนาดตัวสูง 1.5 ซม.

            15. มาตรฐานซอง  โดยปกติใช้ซองสีขาวหรือสีน้ำตาล มี 4 ขนาด

                 1. ขนาด ซี  4  บรรจุหนังสือโดยไม่ต้องพับ ชนิดธรรมดาและขยายข้าง

                 2. ขนาด ซี 5 บรรจุหนังสือพับ  2 

                 3. ขนาด ซี 6 บรรจุหนังสือพับ  4

                 4. ขนาด ดี แอล บรรจุหนังสือ พับ  3

            16. ตราลับหนังสือกว้าง 2.5 ยาว  5 ซม.

            17. การกำหนดเลขที่คำสั่งทั่วไป ใช้เลขปี พ.ศ.  4  ตำแหน่ง เช่น 5/2539

            18. การกำหนดเลขที่คำสั่ง เฉพาะใช้เลขที่ปีพุทธศักราช  2  ตำแหน่ง เช่น 5/36

            19. การทำลายหนังสือราชการ ภายใน 60 วัน หลังจากวันสิ้นปฏิทิน ให้ จนท.สำรวจหนังสือที่ครบอายุการทำลายโดยให้ หน.ส่วนราชการระดับกรม  ตั้งแต่คณะกรรมทำลายหนังสือประกอบด้วย ประธานกรรมการ  กรรมการอย่างน้อย  2  นาย ระดับ  3  หรือเทียบเท่า (น.สัญญาบัตร) การทำลายนั้น จะใช้วิธีเผา หรือวิธีใดที่กระทำให้หนังสือนั้นอ่านไม่เป็นเรื่องได้

            20. การจัด กห.มีส่วนราชการดังนี้

                 1. สำนักงานเลขานุการ รมต.       

                 2. สำนักงานปลัดกระทรวงแบ่งออกเป็น  6  ประเภท

                        - กรมเสมียนตรา

                        - กรมพระธรรมนูญ

                        - กรมการเงิน กห. 

                        - กรมราชองค์รักษ์

                        - กรมพลังงานทหาร

                        - กรมอุตาสาหกรรมทหาร

                 3. บก.สส. แบ่งออกเป็น 4 ส่วน

                        1. ทบ.

                        2. ทร.

                        3. ทอ.

                        4. ส่วนราชการอื่น ๆ (ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา)

 

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

view